ข้อคิดควรคำนึงจาก นพ.เสนอ อินทรสุขศรี

ผู้เขียนเคยกล่าวเสมอๆว่า “ในดีมีเสีย ในเสียมีดี” เช่นเดียวกับ FWD: ที่ทุกท่านได้รับเป็นประจำวัน โปรดอย่ามองข้ามว่าเป็น เมล์ขยะ หลายฉบับมีเนื้อหาสาระที่ท่านอาจจะไม่เคยอ่านมาก่อนก็ได้ เมื่อสองสามวันมานี้ผู้เขียนได้รับฟอร์เวิร์ดเมล์ จากเพื่อนรุ่นพี่ท่านหนึ่งคือ คุณวิชาคม อำนรรฆมณี อ่านแล้วโดนใจมาก จึงขอนำมาฝากให้ท่านอ่านต่อ โดยเพิ่มรูปประกอบให้ดูน่าอ่านยิ่งขึ้น ส่วนเนื้อหาสาระเป็นของต้นฉบับเดิมทั้งหมด

*ฉันพึงรำลึกถึงชีวิตของตนเองมาตลอดว่า นับแต่ฉันเกิดมา ฉันได้ผ่านวัยทารก วัยเด็ก วัยหนุ่มสาว วัยผู้ใหญ่……  ฉันได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ และอยู่ในครอบครัวที่มีความสุขและความอบอุ่นที่จะได้รับร่วมกับพี่น้องทุกคน…..

        * ฉันได้ผ่านชีวิตมาด้วยดี ได้รับความสำเร็จในการศึกษา ความสำเร็จในชีวิตการงาน… ครอบครัว…. ฉันรำพึงแก่ตัวเองว่าเมื่อฉันเป็นผู้สูงอายุจะได้ปฏิบัติตนให้เป็น “คนแก่” ที่ดีและมีความสุขในบั้นปลายชีวิต……..
            ทั้งสองช่วงชีวิตที่คุณหมอกล่าวมานั้นได้ให้ให้โลกทัศน์ของเราที่มีกับแม่ได้ดี  แต่จะได้ดีไปยิ่งกว่านี้ต้องอ่านข้อคิดของคุณหมอเสนอฯต่อไปอีก
            คุณหมอเสนอกล่าวว่า “เพื่อความสุขในวัยสูงอายุฉันจะประพฤติและปฏิบัติตัวดังนี้…..
        1.เมื่อฉันเข้าสู่วัยสูงอายุ 60-70 ปีขึ้นไป …ฉันจะไม่มัวคิดถึงอายุที่ล่วงเลยไปด้วยความหวาดวิตก  แต่จะคิดว่าฉันก็เป็นคนๆหนึ่งที่ผ่านโลก ผ่านชีวิตมามากพอ เฉลียวฉลาดพอจากการได้รับประสบการณ์ต่างๆมากพอจะให้คุณประโยชน์แก่พวกเด็กๆและคนหนุ่มสาว…ให้คำปรึกษาแนะนำ ให้ข้อคิด จากความชำนาญในชีวิต..ฉันก็จะภาคภูมิใจในตัวฉันเองว่าฉันยังคงเป็นคนมีค่า มีประโยชน์ต่อสังคม…………..
        2. เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ ฉันยังมีความปรารถนาที่จะให้ทุกคนเห็นว่าฉันเป็นคนที่เหมือนคนทั้งหลาย…. เป็นคนๆหนึ่ง เป็นชีวิตหนึ่ง ซึ่งมีความต้องการ มีความพึงพอใจและไม่พึงพอใจเยี่ยงปุถุชนทั้งหลาย  ฉันประสงค์จะให้ทุกคนเข้าใจและเห็นใจฉัน  ดังนั้น ฉันก็จะกระทำตัวให้เป็นเหมือนคนทั่วไป และทำตัวเป็นคนมีค่ามีประโยชน์ต่อสังคมเรื่อยไปเท่าที่ฉันจะสามารถทำได้
        3.เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ ฉันจะไม่คอยรบกวนใคร ๆ เขาจนเกินไป  ฉันไม่อยากให้ใครจะต้องมาคอยห่วง คอยกังวล สงสารฉัน จนเขาไม่เป็นอันทำงานประกอบอาชีพ หรือศึกษาเล่าเรียนใดๆ  ฉันไม่ต้องการรบกวนเวลาและความสุขของคนอื่น ฉันจะพยายามระวังดูแลตัวเอง  จะ ใช้สมองและความคิดของฉันเองตัดสินปัญหาต่าง ๆ ของฉันเอง จะไม่รบกวนให้ใครมาวิตกกังวล ฉันจะเลือกเสื้อผ้าสวมใส่เอง ไปที่ไหนๆ เวลาใดๆเอง…….อย่าได้เอาใจใส่ฉันจนเกินไปเลย…..ฉันจะระวังตัวไม่ทำตัวเป็นคนแสนงอนเหมือนพวกคนแก่ทั้งหลายที่คอยคิดว่าลูกหลานไม่เอาใจใส่ดูแลเรื่องอาหารการกิน….ฉันไม่ชอบที่จะคิดมากเกินไป ในเมื่อลูกหลานเขาก็มีเหตุผลที่ต้องใช้ชีวิตของเขาในด้านต่างๆโดยไม่อาจมาเอาใจใส่ฉันอยู่ตลอดเวลาได้
        4.เมื่อ ฉันเข้าวัยสูงอายุ เวลามีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นแล้ว ฉันก็เหมือนคนอื่นๆทั่วไปที่อยากจะได้คำแนะนำ ให้ข้อปรึกษา หารือฉันบ้าง แต่ก็เฉพาะบางปัญหาและฉันเป็นฝ่ายขอร้อง  ฉันจะไม่อวดดื้อถือดีว่าตัวเองรู้อะไรไปหมดเสียทุกอย่างโดยไม่ต้องพึ่งใคร
      5.เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ ฉันจะคิดอยู่เสมอว่าชีวิตกับงานเป็นของคู่กัน  คนเราไม่ว่าอายุเท่าใด จะต้องทำงาน งานช่วยสร้างความสุขใจได้ ฉันจะไม่มัวมานั่ง ๆ นอน ๆ หรืออยู่นิ่งเฉย
        6.เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ ฉันคิดเสมอว่า “อาย” ไม่ใช่อุปสรรคที่จะทำให้ฉันเลิกเคารพตนเองและผู้อื่น ฉันจะคิดหาทางช่วยผู้อื่นอยู่เสมอในเมื่อมีผู้ต้องการจะให้ฉันช่วยได้ตามความสามารถของฉัน  อายุเป็นเพียงตัวเลขที่ชีวิตล่วงเลยมาตามกาลเวลาเท่านั้น  ฉันจะยังให้ความเคารพตัวเองและผู้อื่นตลอดไป
        7.เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ ฉันจะยังยึดมั่นต่อคำกล่าวที่ว่า “คนเราไม่แก่เกินเรียน”  ดังนั้นฉันจะยังคงศึกษา จะอ่าน  จะเขียน จะเรียนให้รู้ถึงเรื่องต่าง ๆ ให้ได้ความรู้ความคิดแปลก ๆใหม่ ๆ เสมอแล้วจะหาทางเผยแพร่ไปให้ผู้อื่นได้รู้ด้วยต่อไป
        8. เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ ฉันจะหาเวลาที่จะได้พักผ่อนหย่อนใจบ้าง ฉันจะหาความสนุกสนาน  เบิกบานใจให้แก่ตัวเอง ฉันจะมีงานอดิเรกทำ ฉันจะหาเวลาเดิน ท่องเที่ยว ฉันจะไปในงานเลี้ยงของเพื่อน ๆ ไปมาหาสู่คนอื่น ๆ  ฉันจะนึกถึงความสำคัญของการมีเพื่อนที่จะได้สนทนากัน วิพากษ์วิจารณ์เรื่องของโลก ได้สนทนาถึงชีวิตแต่หนหลังที่เคยมีสุข มีทุกข์มา  แต่ฉันจะไม่คอยพูดกับเด็ก ๆ อยู่ตลอดเวลาถึงความแตกต่างในสมัยนี้กับสมัยที่ฉันยังเป็นเด็กหรือหนุ่มสาวว่า สมัยของฉันดีกว่าปัจจุบัน  การพูดซ้ำ ๆ ซาก ๆ นั้น เด็กจะรำคาญ  และนึกว่าฉันเป็นคนแก่คร่ำครึ  ช่างไม่เข้าใจบ้างเลยว่าชีวิตและสังคมเปลี่ยนแปลงไปเสมอ เรื่องใด ๆ ก็ตาม จะเอาครั้งนั้นมาเทียบกับครั้งนี้กัน ไม่ได้
        9.เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ ถ้าฉันพูดผิด ๆ หรือทำสิ่งใดผิดพลาดไปบ้างแล้ว ฉันก็อยากให้ใครช่วยเตือน  ช่วยแย้ง ด้วยเหตุผล  ฉันจะไม่คิดว่าตัวมีอายุมากแล้ว  ผ่านชีวิตมามากเมื่อจะพูด จะทำ อย่างไรแล้วต้องถูกเสมอ  ฉันจะไม่อวดดี  เช่นนั้น เด็กรุ่นใหม่อาจมีความรู้ ความฉลาดในเรื่องบางอย่าง ยิ่งกว่าคนรุ่นฉันก็ได้
        10. เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ  เวลาที่ฉันแสดงความหงุดหงิด เกรี้ยวกราดตามอารมณ์ขึ้นมาแล้ว  ฉันก็ขอให้ลูกหลานและพวกเด็ก ๆ ให้อภัยแก่ฉันบ้าง  เพราะฉันยังเป็นปุถุชนที่จะแสดงออกซึ่งอารมณ์ของตัวได้  แต่ต่อมาฉันก็จะคิดด้วยเหตุผลถึงการกระทำของตนเมื่ออารมณ์นั้นสิ้นไป และย่อมจะเสียใจภายหลังในการแสดงออกของตัวแล้วจะเตือนตัวเองว่าไม่บังควรเอาแต่อารมณ์ตัวเองอีกต่อไป
        11. เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ ฉันจะคิดว่าพวกลูกๆหลาน ๆ อาจไม่ได้อยู่ใกล้ชิดหรืออยู่ร่วมภายในบ้านกับฉันก็ได้  พวกเขาอาจมีอาชีพการงานที่อื่นอาจต้องแยกไปอยู่กับครอบครัวของเขา  ฉันจะคิดว่าลูกหลานคนไหนจะมีจิตใจดูแลเลี่ยงดูฉันก็แล้วแต่  เขาจะมีกตัญญูกตเวทีเพียงใดเถิด  ฉันจะไม่มัวคิดน้อยอกน้อยใจหรือต่อว่าลูก ๆ หลาน ๆ เหมือนคนแก่อื่น ๆ ที่คิดว่าลูกหลานทอดทิ้ง  ลูกหลานไม่มีกตัญญูกตเวที  ในเมื่อลูกหลานเขาก็มีความจำเป็นบางอย่างที่ไม่อาจมาคอยเฝ้าดูแลฉัน   หรือไม่อาจมาอยู่บ้านเดียวกันกับฉันได้
        12 เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ  ฉันจะคิดและรู้ดีว่าลูก ๆ ย่อมต้องมีครอบครัวของตัวเอง เขาจะต้องสร้างครอบครัวขึ้นมาใหม่   เหมือนอย่างที่ฉันเคยคิดและมีมาแล้วตั้งแต่เป็นหนุ่มสาว เมื่อลูกมีครอบครัวแล้ว ฉันจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวทำตัวเจ้ากี้เจ้าการใน เวลาที่ลูกของฉันกับสะใภ้หรือเขยของฉันเขาจะแสดงความรักกัน เอาใจใส่กัน คุยกันอย่างคู่ผัวตัวเมีย หรือเขาจะมีทะเลาะเบาะแว้งกันบ้าง เพราะนั่นก็เป็นเรื่องของสามีและภริยา เขาโตพอที่จะปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาของเขาได้เอง พวกหลาน ๆ ก็เช่นเดียวกัน เวลาที่พ่อแม่เขากำลังดุว่าสั่งสอนลูกของเขา  ฉันจะไม่ยุ่งเกี่ยวไม่เข้าข้างหลาน  ฉันจะไม่เอาใจหลานจนหลานได้ใจและเสียเด็ก แต่ฉันจะคอยแนะนำช่วยเหลือ ตักเตือนให้ลูกหลานประพฤติแต่ทางที่ถูกที่ควรให้ทำ  ทำแต่ความดีละเว้นความชั่ว ถ้าลูกหรือเขยสะใภ้จะขอร้องอย่างใด  ฉันก็จะช่วยอย่างเต็มสติปัญญา  ฉันจะให้ความรักความเอ็นดู เมตตาปราณีแก่เขยสะใภ้เท่าๆกับลูกของฉันเองและจะเคารพในสิทธิของแต่ละคนด้วย
        13.เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ  ฉันปรารถนาที่จะให้ทุกคนในครอบครัวและสังคม มีความเคารพนับถือฉันในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง  ดังนั้นฉันก็จะพยายามเข้าใจให้ได้ถึงความต้องการ  แต่ละบุคคล และเข้าใจในคนแต่ละวัย  ฉัน จะไม่มองว่าลูกหลานหรือคนวัยอ่อนกว่านั้นยังเหมือนเด็ก ๆ อยู่ โดยเอาอายุเขามาเทียบกับอายุของฉันหรือเป็นเพราะฉันเคยเลี้ยงดูมาตั้งแต่ เด็ก เล็ก ๆ  จนเผลอลืมไปว่าเขาโตพอที่จะรู้จักคิด รู้จักรับผิดชอบชั่วดี รู้จักตัดสินปัญหาเองได้แล้ว
        14. มื่อฉันเข้าวัยสูงอายุฉันจะคอยคิดคอยเตือนตนเองเสมอว่าฉันจะไม่เอาแต่ใจตัว ฉันจะคิดเอาไว้เสมอว่า เมื่อผ่านชีวิตมาในแต่ละวัยนั้น ฉันเคยต้องการ เคยปรารถนาที่จะกระทำหรือได้สิ่งใด  พวกคนที่วัยน้อยกว่าฉันแต่ละวัยก็ต้องการได้เช่นเดียวกัน ฉันจะพยายามเข้าใจเขาเสมอและจะให้อภัยได้ทุกเวลา เมื่อเขาได้กระทำสิ่งซึ่งฉันไม่พึงพอใจ
        15. เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ  ฉันจะแสวงหาความจริงของชีวิต ฉันจะแสวงหาหลักที่ยึดมั่นในใจจากคำสอนต่างๆ ที่จะทำให้สุขภาพจิตของฉันดีเสมอ  จะยึดเอาไตรสรณะเป็นที่พึ่งพระธรรมคำสั่งสอนจะช่วยกล่อมเกลาให้ฉันเกิด สติปัญญา รู้จริง เห็นแจ้งถึงความแท้จริงของชีวิต
        16. เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ  ยามที่ฉันเจ็บไข้ได้ป่วย  แม้จะรู้และสำนึกถึงว่า  ตัวเองมีอายุมากสักเท่าใด ฉันก็ต้องการพึ่งแพทย์ให้ดูแลรักษาฉันเหมือนคนเจ็บไข้ทั้งหลาย ฉันจะไม่คิดว่าแก่แล้วหรือคิดว่าโรคนั้นเป็นเพราะความแก่ซึ่งเป็นธรรมดา ฉันไม่ได้คิดว่าจะให้แพทย์มาชุบชีวิตให้เป็นหนุ่มสาวอีก  ไม่ใช่ให้แพทย์มารักษาอายุของฉัน  แต่ต้องการให้รักษาโรคของฉัน  อย่าให้ฉันต้องทรมานจากความเจ็บป่วย  อยากให้แพทย์ช่วยให้ฉันเป็นผู้สูงอายุต่อไปอีกนานๆ  ฉันจะเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์  จะไม่ดื้อดึงและทำตัวกลับไปเป็นเด็ก ๆ ที่ไม่ยอมให้ตรวจรักษา หรือหลายคนชอบพูดว่า “แก่มากแล้วจะอยู่ไปได้สักกี่วัน ไม่อยากให้ใครเดือดร้อน และต้องเสียเงินเสียทองรักษา”  การกระทำ การพูดเช่นนั้น จะทำความหนักใจให้แพทย์  และเพิ่มความหนักใจให้แพทย์ และเพิ่มความหนักใจให้ลูกหลานที่มีความหวังดีต่อตนมากยิ่งขึ้น  ฉันจะพยายามมองโรคภัยไข้เจ็บเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องประสบ  จะไม่คิดหวั่นวิตกต่อความจริงของชีวิตเพราะเกิดแก่ เจ็บ ตาย นั้นเป็นเรื่องความแท้จริงของคนและสิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั้งปวง
        17. เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ ฉันจะยังคงปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตามหลักสุขภาพอนามัยทุกประการ รู้จักเลือกอาหารให้ถูกต้องตามวัย รู้จักพักผ่อน หลับนอน  ออก กำลังกาย เป็นประจำ และได้รับแสงแดดอ่อนและอากาศบริสุทธิ์ ระวังไม่ให้ท้องผูก รักษาความสะอาดของร่างกาย สร้างเสริมสุขภาพจิตอันดี ฯลฯ
        18. เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ เรื่องอาหารนับว่ามีความสำคัญมากอย่างหนึ่ง ฉันจะศึกษาเรื่องอาหารการกินให้รู้ดีว่า ผู้สูงอายุควรได้อาหารอย่างใด จำนวนเท่าใด อย่างใด ควรเพิ่มอย่างไหนควรลด เพราะฉันรู้ว่าการได้อาหารมากเกินไปหรือน้อยเกินไป จะเป็นอันตรายต่อชีวิตได้  แต่ฉันจะไม่ยอมอด ๆ อยาก ๆ  ฉันจะขอคำแนะนำจากแพทย์ว่าอาหารอย่างใดเหมาะกับคนวัยอย่างฉัน  ฉันจะถือเอาว่าอาหารและเวลาอาหารนั้น  คือเวลาที่มีความสุขที่สุดเวลาหนึ่ง  เวลาอยากรับประทานอาหารดี ๆ  อร่อย ๆ  ที่ภัตตาคาร ฉันก็จะชักชวนลูกหลานไปหรือไปเองตามที่ฉันพอใจ
        19. เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ  ฉันปรารถนาที่จะมีบ้านของฉันเอง และขอให้มีห้องส่วนตัวของฉัน ฉันจะได้ใช้ชีวิตส่วนตัวของฉันให้มีความสุขตามที่ต้องการได้ ไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องค่าเช่าบ้าน  ไม่ต้องเกรงว่าใครเขาจะตื่นขึ้นมาทำความรำคาญให้ฉันกลางดึก  เวลาที่ฉันนอนหลับสนิทและกรนเสียงดัง ก็ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องเกรงใครจะรำคาญ  ถ้าฉันตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วเปิดไฟสว่างทั้งห้อง  เพื่ออ่านหนังสือ หรือทำอย่างใดที่ฉันพอใจและเป็นสุขของฉัน  ก็ไม่มีใครเดือดร้อนรำคาญ  ไม่ต้องกลัวใครจะบ่นเวลาเปิดหน้าต่าง ปิดหน้าต่าง เปิดพัดลม หรือทำสิ่งใด ๆ ฉันเองจะไม่ทำความรำคาญเดือดร้อนให้แก่ใคร ถ้าเป็นไปได้  ฉันก็อยากจะมีบ้านที่อยู่ในบริเวณที่จะได้รับความสะดวกต่าง ๆ และเป็นที่ที่ช่วยให้ฉันมีสุขภาพดีเสมอ  เป็นบ้านที่ฉันไม่ต้องขึ้นลงหลาย ๆ ชั้น  เป็นบ้านที่จะออกไปซื้อหนังสือ ซื้อของใช้ ไปชมภาพยนตร์ หรือไปไหน ๆ ได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินไกลนัก
        20 เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ  ฉันจะให้แพทย์ช่วยตรวจร่างกายฉันเป็นประจำ โดยมีการตรวจสุขภาพ 6 เดือนครั้ง หรืออย่างน้อยปีละ ครั้ง เพื่อว่าถ้าพบโรคอย่างใดโดยฉันไม่รู้ตัวแล้ว  แพทย์จะได้รักษาให้ฉันเสียแต่แรก ๆ
        21. เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ  ความสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ ฉันจะไม่ยอมเก็บตัวอยู่เงียบ ๆ  ฉันไม่แยกตัวจากสังคม ไม่ยอมอยู่แต่ผู้เดียวโดยไม่ยอมคบหาสมาคมกับใคร  ฉันรู้ดีว่าการอยู่อย่างเปล่าเปลี่ยวหงอยเหงานั้นเป็นทุกข์ร้าย  ยิ่งกว่าเจ็บป่วยเสียอีก  ถ้าในบ้านจะมีเสียงเอะอะกันบ้างบางครั้ง มีเสียงเด็กร้องไห้ เสียงเด็ก ๆ หัวเราะเฮฮาเล่นกันสนุกสนานอึกทึก  ฉันจะไม่รำคาญ หงุดหงิดหรือพาลโกรธพวกเด็ก ๆ  แต่ฉันจะคิดว่าเสียงนั้นเหมือนเสียงดนตรีอย่างหนึ่ง ที่จะทำให้ฉันคลายเหงา   ถ้าปราศจากเสียงเหล่านั้น ก็ไม่ผิดอะไรกับโลกหยุดหมุนหรือโลกนี้มีฉันอยู่แต่ผู้เดียว
        22. เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ  เงินที่ฉันได้สะสมตลอดมานั้น ฉันจะใช้จ่ายเพื่อความสุขของฉัน ฉันจะใช้ให้มากเท่าที่เงินสะสมนั้นจะมีและอำนวยความสุขให้ตัวเองมากที่สุดในบั้นปลายชีวิตนี้  ฉันจะใช้เงินในการตกแต่งบ้าน ห้องนอน ห้องน้ำ และสถานที่ในบ้าน  ถ้าการใช้เงินนั้นจะช่วยให้ฉันสุขกาย สุขใจได้  ฉัน จะจ่ายให้เต็มที่เพราะมันเป็นเงินที่ฉันหามาสะสมไว้ด้วยความเหน็ดเหนื่อย ทั้งกายและใจ ก็ขอใช้เงินนั้นให้คุ้มกับที่เหน็ดเหนื่อยมาให้เต็มที่  เงินจำนวนหนึ่งฉันจะใช้เป็นทานและการกุศลอันเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
        23 .เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ  ฉันจะคิดเสมอว่า ฉันต้องเข้ากับใครให้ได้ทุกคน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ฉันจะคบหาสมาคมด้วยได้  ฉันจะมีเพื่อนให้มาก ๆ  ฉันจะไม่เอาจริงจังกับชีวิตเสียจนเกินไป จะพยายามขจัดอารมณ์ชั่วร้ายทั้งหลาย ได้แก่ความวิตกกังวล โลภ โกรธ หลง เกลียดชัง อิจฉาริษยาฯลฯ อันเป็นภัยต่อความสุขใจ และเป็นอันตรายต่อหัวใจผู้สูงอายุอย่างมาก  ฉัน คิดเสมอว่าสิ่งใดที่ฉันปรารถนา อาจไม่ได้ตามปรารถนาเสมอไป จะไม่นำเอาความพึงพอใจมาพูดบ่นไม่หยุดปากจนลูกหลานและเด็ก ๆ รำคาญ ขาดความเคารพยำเกรงและเบื่อหน่ายตัวฉัน  ฉันจะวางใจเป็นอุเบกขาเสมอ 
        
“ฉันจะประพฤติตัวตามที่กล่าวมาแล้วนี้ตลอดไป”


Kamol Korchitmate

บทความนี้ นพ.เสนอ อินทรสุขศรี เขียนขึ้นเมื่อท่านมีอายุครบ 6 รอบ พ.ศ. 2536

 

ใส่ความเห็น

Filed under ครอบจักรวาล

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s