ไพบูลย์ สำราญภูติ ที่ผมรู้จัก (7)

หลังจากเลิกลาการทำงานที่ นิคมอุตสาหกรรมบางปู หมู่บ้านเชียงใหม่แลนด์ และหมู่บ้านศรีนครแลนด์ กับไพบูลย์แล้ว เราทั้งสองก็ห่างหายกันไปนานสองสามปี ผมก็หางานใหม่ทำตามประสามนุษย์เงินเดือน ส่วนไพบูลย์ไม่ทราบข่าวคราวว่าไปทำงานอะไร

ช่วงปลายปี พ.ศ. 2531 ขณะที่ผมกำลังจะหมดสัญญาการจ้างงานที่โรงแรม แกรนเดอ วิลล์ ของตระกูลตังฑัตสวัสดิ์ ที่หน้าวังบูรพา ผมก็ได้รับการติดต่อจาก ไพบูลย์ ให้มาช่วยงานอีกครั้งเป็นสนามที่ 3 งานนี้นัยว่าเป็นกิจการของไพบูลย์เอง คือมาช่วยบริหารนิตยสาร “นักขาย” รายเดือน รูปเล่มแบบนิตยสาร รีดเดอร์ไดเจ็สท์(ปิดตัวแล้ว) หรือฉบับภาษาไทยชื่อว่า “สรรสาระ” รั่นเอง

ผมมารับงานในตำแหน่ง ผู้จัดการทั่วไป ของบริษัท โปรเฟสชั่นนัลแมนเนจเมนต์ จำกัด โดย ไพบูลย์ สำราญภูติ เป็นประธานกรรมการบริหาร(CEO)  สมใจ สำราญ ภูติ เป็นกรรมการผู้จัดการ สำนักงานตั้งอยู่ที่ ศูนย์การค้าโรงภาพยนต์โคลัมเบีย ถนนพหลโยธิน

ธุรกิจหลักของบริษัทฯมี 2 อย่างคือจัดทำนิตยสาร “นักขาย” รายเดือน และ จัดสัมมนาและฝึกอบรมทั่วไป

9-19-2007 9-12-40 AM_0131ภาพปกนิตยสารนักขาย

นิตยสาร “นักขาย” รายเดือน กำหนดกลุ่มผู้อ่านคือ นักขายทุกสาขาธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งน่าจะมีจำนวนมากมายมหาศาล ขอเพียงสมัครเป็นสมาชิกหรือซื้ออ่านเพียงจำนวน 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ก็จะสามารถอยู่ได้สบายๆ

แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น ยอดขายน้อยมาก ส่งผลให้ยอดโฆษณายิ่งน้อยลงอีก พูดตามความเป็นจริงกิจกรรมผลิตนิตยสาร “นักขาย” ไม่สามารถจะเลี้ยงตัวเองได้เลย

ธุรกิจหลักของบริษัทฯอีกอย่างหนึ่งคือการจัดสัมมนาและฝึกอบรม ในช่วง พ.ศ. 2532 นับเป็นช่วงขาขึ้นของการจัดสัมมนา บริษัทฯมีโปรแกรมจัดสัมมนาเดือนละหลายโปรแกรม ส่วนใหญ่จะจัดขึ้นตามโรงแรมชั้นหนึ่งสมัยนั้น เช่น โรงแรมอินทรา ประตูน้ำ โรงแรมเซ็นทรัลพลาซ่า ห้าแยกลาดพร้าว เป็นต้น

มีรายการสัมมนาที่นิยมเรียกกันว่า “ทอล์คโชว์” รายการหนึ่ง ที่ไพบูลย์ เป็นวิทยากรเดี่ยวได้รับความนิยมจากผู้สนใจมากมายคือ เรื่อง “โจ จีราด ยอดนักขาย” จัดที่ห้องมรกต โรงแรมอินทรา มีผู้เข้าฟังจำนวนหลายร้อยคนทีเดียว รายการนี้บริษัทฯขึ้นปีละครั้ง

9-19-2007 9-17-55 AM_0132สัมมนาพิเศษ ส่งท้าย ปี พ.ศ. 2532

9-19-2007 9-31-06 AM_0137จากซ้าย ไพบูลย์ (กลาง) สมใจสำราญภูติ กก.ผจก. ขวาสุด ไกรฤทธิ์ บุญยเกียรติ

9-19-2007 9-33-55 AM_0138ซ้ายมือ อมร ถาวรมาศ กับผู้เขียน (หนุ่มร้อยปี)

เป็นที่น่าเสียดายที่บริษัท โปรเฟสชั่นนัลแมนเนจเมนต์ จำกัด ต้องปิดตัวลง หลังจากดำเนินธุรกิจได้เพียงสองสามปี สาเหตุหลักๆคือยอดขาดทุนจากการจัดทำนิตยสาร “นักขาย”

พบกันใหม่ตอนหน้าครับ สวัสดี

9 ความเห็น

Filed under คิดไปเขียนไป

9 responses to “ไพบูลย์ สำราญภูติ ที่ผมรู้จัก (7)

  1. เรียน คุณศตวรรษ

    1. ขอบคุณที่เขียน
    2. อยากให้เขียนยาว / ละเอียดมากกว่านี้ เพราะหากคนอ่านที่ไม่คุ้นเคยกับ นักขาย จะนึกภาพไม่ออก
    3. หากมี ตัวอย่างปกหนังสือ นักขาย เล่มอื่นๆ ก็เอามาลงด้วย
    หลักสูตร การสัมมนา / หัวข้อ / วิทยากร ก็น่าสนใจ
    4. กรณ๊ของ นักขาย ใช้เวลานานถึง 5 ปี อยากให้เขียนยาว กว่านี้ หากเป็นได้

    ขอบคุณ
    ไพบูลย์ สำราญภูติ
    23 มิถุนายน 2556

  2. ชัย(เล็ก)

    “อาจารย์ไพบูลย์ สำราญภูติ ที่ผม(เป็นเกียรติที่ได้)รู้จัก”

    ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยรับใช้อาจารย์ในช่วงเวลาสั้นๆ จึงขอร่วมบันทึกเรื่องราวที่ผมจดจำได้ในช่วงเวลานั้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งเล็กๆของบันทึกนี้ “บันทึกเรื่องของอาจารย์ไพบูลย์ สำราญภูติ” อาจารย์ผู้สร้าง, ผู้สอนของใครหลายๆคนรวมทั้งผมด้วย

    ขอโทษกับวิธีการเขียนที่วกวนเพ้อเจ้อ เอาหัวมาต่อท้าย เอาท้ายมาต่อหัว และเขียนถึงใครต่อใครรวมทั้งตัวผมเองที่ไม่มีอะไรน่าจดจำและคงไม่มีใครอยากรู้จัก แต่เพราะผมมอง, สมผัสและรับรู้เรื่องราวของอาจารย์ผ่านสายตาและประสบการณ์ตรงของตนเอง
    มันจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีเรื่องราวและความคิดของตัวเองเข้าไปปะปน กับบุคคลที่มีความสำคัญ มีความสามารถโดดเด่นเในวงการตลาดระดับเซียนของเมืองไทยหลายๆท่าน และมิได้พยายามที่จะเอาตนเองเข้าไปผูกกับท่านเหล่านั้น
    แค่เพียงอยากบันทึกเรื่องราวความทรงจำที่จำได้บันทึกไว้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งเป็นเพียงช่วงเวลาเสี้ยวเล็กๆของอาจารย์ แต่เป็นช่วงเวลาการทำงานที่น่าจดจำสำหรับผม
    และบ่อยๆครั้งก็ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผมได้จนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะเวลาที่ผมอับจนกับปัญหา และเกิดคำถามกับคุณค่าของตัวเอง

    (ดังนั้น ถ้าหากท่านผู้อ่านได้อ่านเรื่องราวมุมมองของคนในระดับ “เซียนมองเซียน” มาเยอะแล้ว ถือซะว่าเป็นโอกาสอัน(ไม่)ดี(นัก) ที่บังเอิญผ่านมาเจอะเจอบันทึกนี้เข้า ก็ขอให้ถือซะว่า เป็นมุมมองระดับ”มดมองช้าง” ก็แล้วกัน บางทีอาจช่วยลดความรำคาญ
    ในการอ่านลงไปได้บ้าง
    หรือท่านจะข้ามไป ไม่อ่านเสีย ท่านก็ไม่ได้พลาดเรื่องราวสำคัญของอาจารย์ท่านแต่ประการใด

    ปี 2535 คนเล็กอย่างผมก็ได้มีโอกาสได้รู้จัก ได้เรียนรู้เรื่องสำคัญ(ของชีวิตผม)จากอาจารย์
    “เรียนรู้ที่จะเชื่อในคุณค่าของตัวเอง”

    ก่อนหน้านั้นผมไม่เคยรู้จักอาจารย์มาก่อน ถึงผมจะชอบอ่านหนังสือประเภท How to อย่าง เดล คาร์เนกี้, ลี ไอเอค็อคคา และที่สำคัญหนังสือที่สร้างชื่อด้านงานแปลให้อาจารย์คือ “โจ จีราร์ด ยอดนักขายบันลือโลก” ผมก็ได้อ่าน
    แต่ดันไปอ่านสำนวนที่คนอื่นแปลซะงั้น(เพราะหน้าปกสวยกว่า สำคัญนา สำนักพิมพ์ควรใส่ใจ)
    ตอนนั้นผมเพิ่งเรียนจบและออกหางานทำ เจอประกาศรับสมัครงานของ บริษัทโปรเฟสชั่นนัล เมเนจเม้นท์ จำกัด (Professional Management Co.th) ในหน้าหนังสือพิมพ์ ฉบับไหนก็ไม่รู้ได้ เพราะหางานมาเยอะ สมัครมาหลายที่ ได้บ้างไม่ได้บ้าง
    ที่ๆอยากก็ไม่ได้ ที่ๆได้ก็มักจะเป็นงานแย่ๆ ผมทำมาหลายที่เหมือนกัน ที่ละวันสองวัน ไม่เคยเจองานดีๆ(ไม่เงินเดือนต่ำติดดิน ก็งานแบบเอาเปรียบประเภทขายได้ก็มีรายได้ ขายไม่ได้ก็ไม่มี ทำแค่วันสองวันก็รู้สึกได้ถึงความจริงใจระหว่างนายจ้าง
    กับลูกจ้างว่ามันมีอยู่น้อยนิด จนเข้าใจว่าชีวิตการทำงานมันอาจเป็นอย่างนั้นจริงๆ (ถึงปัจจุบันจะรับรู้แล้วว่าส่วนใหญ่มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ)
    อย่างแรกที่จำได้คือโลโก้ของบริษัทฯ ผมว่ามันสวยดูแปลกตากว่าประกาศของบริษัทอื่นๆ เป็นการ์ตูนรูปคนใส่สูทผูกไทด์ ที่สะดุดตาคือมันบินได้ แถมบินอย่างมีความสุข(เพราะมีรอยยิ้มที่มุมปาก ไม่รู้ว่าที่ผมเห็นอย่างนั้นเพราะหมึกพิมพ์มันเยิ้ม
    หรือเปล่า) ไอเดียเท่มาก สร้างสรรค์มากในยุคนั้น ถึงแม้ยุคนี้ก็เถอะหยิบขึ้นมาดูเมื่อไรก็ไม่อายใคร (เมื่อ 20 ปีที่แล้ว สมัยที่ยังไม่มี PhotoShop คอมฯตอนนั้นทำได้แค่ เวิร์ดจุฬาฯ กับ โลตัส 1-2-3)
    เวลานั้นงานออกแบบยังไม่เฟื่องฟูนักในบ้านเรา ภาพลักษณ์ของบริษัทฯผ่านสื่อจึงดูล้ำหน้านำยุคกว่าที่อื่นๆ (ภายหลังเมื่อมาทำงานที่นี่แล้ว ถึงได้รู้ว่าโลโก้มันตรงคอนเซ็ปต์ของบริษัทแบบสุดๆ ไม่รู้ว่าใครออกแบบ(ซื้อลิขสิทธิ์มา หรือครีเอทีฟไทยออกแบบ)
    ตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสัมมนา กับฝ่าย(จัดหา)สมาชิกนิตยสาร”นักขาย”
    สัมภาษณ์อยู่สองรอบ ที่สุดผมก็ได้งานที่ฝ่ายสมาชิกฯ เงินเดือนตอนนั้นห้าพันบวกกับค่ารถอีกสองพัน ดีใจมาก ได้มากกว่าทุกที่ๆเคยทำมา
    (ปี 2535 ถือว่าเยอะพอประมาณสำหรับคนทำงานใหม่ๆ)

    บริษัทฯของเราตั้งอยู่ในซอยข้างโรงภาพยนต์โคลัมเบีย ย่านพหลโยธิน เป็นตึกแถวห้าชั้นคูหาเดียว ถึงแม้จะอยู่ในพื้นที่เล็กๆและอยู่ในย่านที่ไม่เจริญนัก แต่ก็ดูสะดุดตา ด้วยโลโก้”นักขาย”โลหะที่ด้านหน้าบริษัท ไฟแบล็คไลท์ที่ส่องแสงผ่านด้านหลังโลโก้
    ทำให้มองเห็นเด่ดชัดแต่ต้นซอย แม้จะอยู่ปลายซอย

    ห้องทำงานของอาจารย์อยู่ชั้นสอง อยู่กันสองต่อสองกับเลขาคนสวย ชื่อ”คุณจูน”(ชื่อจริง “ทัดดาว”) ผมยังจำได้จนถึงบัดนี้

    อาจารย์มักจะขึ้นมาที่ชั้นสาม ซึ่งเป็นที่ทำงานของฝ่ายจัดสัมมนาและฝ่ายจัดหาสมาชิก(นิตยสาร “นักขาย”) เล่าเรื่องราวต่างๆให้ทุกคนฟัง มีสาระบ้าง ไม่มีบ้าง(แต่ส่วนใหญ่จะมี) เด็กใหม่อย่างผมก็เลยพลอยฟ้าพลอยฝนมีโอกาสเรียนรู้จาก
    ปากนักการตลาดมือต้นๆของประเทศ(แบบตัวเป็นๆ)
    หลายๆเรื่องก็น่าสนใจบางเรื่องก็ไม่สำหรับเด็กหนุ่มอย่างผม
    อาจารย์เป็นครูโดยธรรมชาติมากกว่าที่จะเป็นเจ้านายผู้พยายามสร้างลูกน้องเพื่อประโยชน์ใช้งาน
    อาจารย์ชอบสอนชอบพูดชอบยกตัวอย่าง(โดยเฉพาะเคส(กรณี)ศึกษากับงานที่ผ่านๆมาของอาจารย์ ตั้งแต่ทำงานที่แรก, ปัญหาที่เคยเจอในแต่ละช่วงเวลา แต่ละจังหวะชืวิต และมักจะตบท้ายด้วยวิธีคิดที่จะแก้ปัญหานั้นๆ)

    เล่าเสร็จอาจารย์ก็ไม่ลืมที่จะถามถึงความคิดเห็นกับบางคน “เรื่องนี้ วสันต์คิดยังไง” “พิษณุล่ะ”
    แล้วก็หันมาทางผม “แล้วขวัญชัยล่ะคิดยังไง” ผมสะดุ้งโหย่ง ผมเพิ่งมาทำงานได้สามวัน ผมคิดว่าอาจารย์อาจไม่ทันสังเกตุเห็นผมด้วยซ้ำ
    นั่นล่ะอาจารย์ทำให้คนเล็กๆรู้สึกยิ่งใหญ่ได้เสมอ หัวใจผมพองโตเหมือนหัวใจมันกำลังขยายมันใหญ่ขึ้น
    อาจารย์ถนัดเสมอที่ใส่ความยิ่งใหญ่ลงไปในคนเล็กๆ จนคนเล็กๆหลายคนเชื่อถึงคุณค่าของตัวเอง หลายคนเติบโตขึ้นเติบโตจาก”หัวใจที่มันใหญ่ขี้น” (คนอื่นเป็นหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่ผมเป็น)

    อย่างที่ว่าหลายๆเรื่องน่าสนใจสำหรับผม หลายๆเรื่องผมก็ไม่เข้าใจนัก เพราะผมไม่รู้ว่าอาจารย์เป็นใคร ทำอะไรมาบ้าง รู้แต่ว่าอาจารย์เป็นคนสำคัญแน่ๆ คนมากมายทั้งในและนอกบริษัท ยอมรับนับถือในความสามารถของอาจารย์
    เอ่ยชื่ออาจารย์ดูเหมือนทุกคนจะรู้จัก หลายๆบริษัทฯชื่อดังต่างส่งพนักงาน(ที่โดดเด่น มีอนาคต)เข้าร่วมฟังบบรรยายกับ ทั่งๆที่ในแด่ละโปรแกรมสัมมนามีราคาค่าสมัครเข้าร่วมเป็นจำนวนหลักหมื่นก็มี ผมได้อยู่กับอาจารย์แต่ผมดันไม่รู้จักอาจารย์

    ยังไงก็ตามผมชอบฟังอาจารย์ ฟังประสบการณ์แปลกๆที่ผมไม่เคยรู้จัก ดูเหมือนอาจารย์จะโลดแล่นผจญภัยไปในโลกของการทำงาน เริ่มและจบกับที่ต่างๆแบบไม่จบไม่สิ้น อาจารย์เล่าเหมือนเป็นเรื่องสนุกตื่นเต้น ทั้งๆที่บางเรื่อง
    ก็น่าจะลืมมากกว่าน่าจดจำ แต่อาจารย์ก็มักจะหามุมมองมันในแง่ดีๆได้เสมอ และบ่อยครั้งที่อาจารย์เห็นปัญหาเป็นโอกาส

    หลายคนที่บริษัทเรา(“นักขาย”) ชอบฟังอาจารย์ หลายคนก็ไม่ อาจเพราะเป็นเรื่องราวที่อยู่นอกเหนือความสนใจของพวกเขา แถมยังอาจซวยต้องแสดงความคิดเห็นในเรื่องยากๆอีกด้วย
    แต่ผมชอบ ชอบที่จะฟัง ชอบที่จะได้แสดงความคิดเห็น ความคิดเห็นที่หลายๆคนบอกว่าแปลกและประหลาดด้วยวิธีพูดวิธีคิดที่อาจก้าวร้าว(โดยไม่ต้งใจ)ของผม แปลกที่อาจารย์กลับไม่ยักโกรธ(เหมือนอีกหลายๆคน)
    อาจารย์รับฟังเหมือนมันน่าสนใจ และก็มักจะได้ความคิดเห็นในแง่บวกแถมมาให้ด้วยเสมอ นานๆเข้าผมก็เริ่มมองแบบอาจารย์ มองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิต ทั้งดีและร้ายเหมือนเป็นกำไรชีวิต
    (ถึงแม้ว่าต่อมาไอ้วิธีพูด วิธีคิดที่ก้าวร้าวตรงไปตรงมาของผมนี่มันก็สร้างกำไรชีวิต(คือปัญหากับความยุ่งยาก)ให้กับผมได้มากมายเสมอมา ตราบจนทุกวันนี้ แต่ในแง่ดีคือผมยังไม่ตาย และยังยืนอยู่อย่างมั่นคงบนขาข้างเดียว
    (เพราะอีกข้างนั้นตายแล้ว))

    เด็กใหม่อย่างพวกเราได้เริ่มงานเหมือนเป็นทรัพยากรที่มีค่า(ในอนาคตของบริษัท)
    ได้ร่วมสัมมนาในทุกๆโปรแกรมที่อยากเข้า อาจารย์พูดคุยด้วย, ไถ่ถาม และสอนพวกเราเหมือนผู้เข้าร่วมสัมมนาคนอื่นๆ(ที่เสียตังค์บางโปรแกรมเป็นหมื่น)อย่างไม่แตกต่าง เราเดินเข้าออกโรงแรมชั้นหนึ่งเหมือนกำลังเดินเล่น
    กินอาหารโรงแรมแบบกินจนเอียน จนบางทีผมก็อดยืดกับแขกคนอื่นไม่ได้ว่าตัวเองก็เป็นคนสำคัญกะเค้าเหมือนกัน อาจารย์ทำให้รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีค่าแบบนั้นมาก่อน
    ในที่สุดผมก็เชื่ออย่างนั้นจริงๆและก็พร้อมจะทำหน้าที่(เล็กๆ)ที่สำคัญของตัวเอง
    งานฝ่ายสมาชิกที่ผมทำเป็นงานแบบ Telemarketing (โทรหาลูกค้าที่เป็นสมาชิกนิตยสาร “นักขาย” เพื่อให้ต่ออายุสมาชิก)
    ช่วงนั้นดูเหมือนจะเป็นช่วงดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของนิตยสารนักขาย ก่อนจะปิดตัวลงในเวลาไม่กี่เดือนต่อมา(เป็นสองเล่มสุดท้ายของ”นักขาย”)
    ดีใจจริงๆครับที่มีส่วนร่วมเล็กๆที่ทำเจ๊งคามือ เล่มสุดท้ายมีชื่อผมด้วยในเครดิต เปิดดูเมื่อไรก็อดภูมิใจไม่ได้(ฟังดูแปลก แต่ถ้ามองมันอีกมุม การยุติก็ไม่ได้แปลว่ามันสูญสลายหายไป(ซะทีไหน) ปัจจุบันผมก็ยังเห็นนิตยสาร”นักขาย”ตามที่ต่างๆ
    อาจจะเป็นมุมหนังสือของบางบริษัทที่สะสมไว้ตั้งแต่เล่มแรกจนถึงเล่มสุดท้าย, ห้องสมุดของบางโรงเรียน ไปจนถึงบนแผงหนังสือเก่าที่มักจะมีติดแผงอยู่เสมอ ผมว่ามันจะยังคงอยู่อีกนาน นานกว่าอายุผมและใครอีกหลายคน)

    และถึงแม้แต่กับหนังสือเล่มอื่นๆ ที่บางเล่มเป็นหัวหนังสือชื่อดัง ยอดขายมากมาย แต่สุดท้ายทุกอย่างก็มีวันเวลาของมัน มียุคสมัยของมัน

    เท่าที่ผมรู้นิตยสารนักขายเป็นงานที่อาจารย์รัก งานที่อยากทำมากกว่าที่จะทำให้เกิดกำไรได้ และคงเป็นจุดที่เป็นรายจ่ายก้อนใหญ่ที่บริษัทแบกภาระอยู่ (ฟังพี่ๆในบริษัทเขาว่ามา ตอนนั้น) ส่วนงานจัดฝึกอบรมสัมมนาซึ่งเป็นงานอีกด้านของ”นักขาย” ก็ดูเหมือนว่ากำลังเจริญเติบโตไปได้ด้วยดี (แต่จะมีคลื่นใต้น้ำอย่างไร หรือเรื่องราวบนโต๊ะประชุมอย่างไร คนเล็กอย่างผมก็ไม่ทราบได้ ทำให้งานด้านนี้ต้องสะดุดหยุดตัวลงไปอีกด้านในเวลาต่อมาภายหลัง)

    แต่ก็นั่นละการยุติของสิ่งหนึ่ง ก็เป็นจุดเริ่มของอีกสิ่งหนึ่ง

    ตามประสา”คนคิดใหญ่ ทำไว”
    อาจารย์สลัดน้ำตาทิ้งไปสองเหมะ ก่อนผุดโปรเจ็คใหม่ขึ้นมาก่อนที่นิตยสารจะปิดตัวไปเสียอีก ซึ่งเป็นงานด้านรับบริหารงานขายให้โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการทีมขาย(ที่สร้างยอดขายได้จริง)
    (บริษัท)”นักขาย”สร้าง”ทีมขาย”ของตัวเอง นำไปลงโครงการเหล่านั้นที่ต้องการความสามารถของอาจารย์ ให้เข้ามาช่วยเหลือในด้านงานขาย

    (ต้องใช้คำว่า”ต้องการความช่วยเหลือ”จริงๆ เพราะแต่ละโครงการฯ ที่เข้ามามักจะอาการหนักๆทั้งนั้น

    – บ้างก็เข้าขั้นโคม่าเลย(ตายสนิทไปนาน ยูนิตสุดท้ายที่ขายได้กว่าห้าปีมาแล้วบ้าง)

    – บ้างก็กำลังเป็นความฟ้องร้องกับผู้ซื้อบ้าง(ยุติการก่อสร้างไปนาน แต่ผู้ซื้อยังต้องส่งค่างวดทุกๆเดือน ทั้งๆที่ไม่ความคืบหน้าใดๆ ไม่มีกำหนดส่งมอบใดๆ แต่หากผู้ซื้อยุติการชำระค่างวด ก็ถือว่าผู้ซื้อผิดสัญญา ค่างวดที่ส่งมาเป็นสูญ โครงการฯนี้
    ใช้ปรัชญาการทำธุรกิจแบบมนต์ดำ, ใช้ความเลวเป็นที่ตั้งยึดปฎิบัติกับลูกค้าของตนเอง) ปัจจุบันรู้สึกว่าโครงการฯนี้จะพับฐานลงไปแล้วแบบไม่มีวันฟื้น

    – บ้างไม่สามารถสร้างทีมขายของตนเองได้ (เพราะไม่มีบุคคลาก ระดับผู้จัดการ, หัวหน้างาน ที่มีความสามารถเพียงพอ)

    หลายโครงการฯประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ได้วางไว้

    และอีกบางโครงการฯที่ยุติการร่วมงานลงกลางคัน (ซึ่งก็เป็นเพราะปัญหาของตัวสินค้าเองบ้าง, บ้างก็ขาดการสนับสนุนอย่างเพียงพอจากตัวเจ้าของโครงการฯ(ผู้ซึ่งขาดคุณธรรมกับผู้ร่วมงาน และลูกค้าของโครงการฯ ท่านเดิมนั่นละ))

    และแล้วเรื่องราวของ”นักขาย”ในความทรงจำของผมก็(จำใจต้อง)ยุติลงเพียงเท่านี้(อย่างปัจจุบันทันด่วน)

    โดยไม่มีโอกาสได้รับรู้ว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง มาทราบอีกทีก็ตอนปิดตัวลงของ”นักขาย”(บริษัท โปรเฟสชั่นนัล เมเนจเม้นท์ จำกัด)

    รู้สึกใจหาย เพราะจำความรู้สึกแรกๆของตัวเองตอนที่เข้ามาได้ดี เพราะมันดูน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผม(เด็กต่างจังหวัดที่เพิ่งเรียนจบรามฯ)
    แสงไฟสว่างไสวภายในห้องสัมมนาของโรงแรมห้าดาว เสียงหัวเราะของผู้เข้าร่วมสัมมนาที่สนุกสนานไปกับ
    เกมละลายพฤติกรรมของพิธีกร

    และเสียงปรบมือที่ดังสนั่นหวั่นไหว(จนสะดุ้ง)เมื่อพิธีกรกล่าวเปิดตัววิทยากร
    “และแล้วก็ถึงเวลาที่ทุกท่านรอคอย การฝึกอบรมสัมมนาใน โปรแกรมการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ โดยท่านวิทยากรอาจารย์ไพบูลย์ สำราญภูติ”

    มันดูเหมือนจะเป็นจุดเริ่มของภาพความรุ่งเรืองสว่างไสว ของ”นักขาย”
    มากกว่าจะเห็นภาพบานประตูที่ปิดสนิท โลโก้โลหะที่ไม่ได้ถูกขัดถูให้วาววับเหมือนเดิม แสงไฟแบล็คไลท์ใต้โลโก้ที่ถูกปิดลง

    20 ปี ต่อมา
    ผมมีโอกาสเห็นอาจารย์อีกครั้งผ่ายรายการทีวี “ศิลป์สโมสร” ออกอากาศทางช่องไทยพีบีเอส ประมาณต้นๆปี 2556

    อาจารย์ดูจะแก่ลงไปจากครั้งสุดท้ายที่ผมเห็น
    แต่คราวนี้ดูเหมือนอาจารย์จะได้อยู่กับงานที่อาจารย์รักอีกครั้ง รอยยิ้มของอาจารย์เป็นยิ้มที่มีความสุขที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา

    ขอบคุณครับอาจารย์ที่และผ่านเข้ามาในชีวิตผม ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆของอาจารย์ แต่เป็นช่วงเวลาที่มีค่าสำหรับผม คำสอนและมุมมองชีวิตในแง่ดีๆ ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นเสมอ แม้ในเวลาที่ยากลำบาก
    ขวัญชัย ปิ่ณฑะแพทย์(ชัยเล็ก)

    ปล.เทปที่อัดเสียงบรรยายการสอนของอาจารย์ “โปรแกรมสัมมนาการขายแบบมืออาชีพ (Professional Management Program)” ที่ห้องศาลาแดง ดุสิตธานี (ปี 2535) ที่อาจารย์เคยหาอยู่ ผมเอาไปเองครับ
    (ปัจจุบันยังฟังอยู่ในบางครั้ง และยังสร้างแรงบันดาลใจให้ผมได้ บางทีรู้สึกเหมือนฟังจากปากอาจารย์เองที่ยืนถือไมค์อยู่ตรงหน้า พี่วสันต์, รตนา อยู่มุมห้อง และผมกลับมาหนุ่ม, ไฟแรงและมี “หัวใจใหญ่” อีกครั้ง)

  3. ชัย(เล็ก)

    ขอบคุณครับอาจารย์ เป็นเกียรติครับที่ได้เขียนถึงอาจารย์ และ” นักขาย”
    แม้ว่าอาจารย์จะจำผมไม่ได้ก็ตาม

    หากมี มีทติ้ง ศิษย์ “นักขาย” คงเป็นเรื่องที่ดีมากๆครับ
    เพราะเชื่อว่า หลายๆคนคงมีวันเวลาที่ดี และน่าจดจำกับ “นักขาย”
    โดยเฉพาะจะเป็นโอกาสที่คนในแต่ละรุ่น ที่ได้ร่วมงานกันในช่วงเวลาเดียวกัน
    ได้พบปะเจอเจอะกันอีกครั้ง หลังจากที่หลายคนอาจไม่ได้พบกันอีกหลังจากนั้นร่วม ยี่สิบปี

    ขอบันทึกไว้ เพื่อกันหลงลืมในภายหลัง ถึงคนที่มีโอกาสร่วมงานในช่วงเวลานั้นครับ 2535-36
    (หากเผื่อมีใครสามารถจัด มีทติ้ง ศิษย์เก่า “นักขาย” ขึ้นมา อาจจะง่ายขึ้นที่จะรวบรวมรายชื่อ)
    ขออภัยครับหาก “ชื่อ” หรือ “ตำแหน่ง” ใคร ผิดพลาด ไม่ตรงกับความถูกต้อง
    (และไม่ได้เรียงลำดับว่าใครสำคัญมาก / น้อย แต่อย่างใดครับ เรียงตามที่นึกออก)
    (และเชื่อว่าอาจารย์คงถือว่าเป็นลูกศิษย์เหมือนกัน ถึงแม้ว่าแต่ละคนจะมีบทบาทสำคัญมากน้อย
    แตกต่างกันในช่วงเวลานั้น)

    ศิษย์เก่าอาจารย์ และ “นักขาย” ช่วง ปี 2535-36 (เท่าที่ผมสามารถนึกออก)
    1. “พี่เอ” ปรัชญ์ปริญญ์ ( กก.บริหาร, ผอ.ฝ่ายขาย Pattaya Golf and Country Club, Eastern Sea Point )
    2. “จอน” (ดร.)อรัญ ( บก.”นักขาย”, ผจก.ฝ่ายขาย Pattaya Golf and Country Club, Eastern Sea Point )
    3. “พี่วสันต์” ( ผจก.ฝ่ายฯ สัมมนา )
    4. “พี่วิชัย” ( ผจก.ฝ่ายฯ สัมมนา )
    5. “รตนา” ( ฝ่ายฯ สัมมนา )
    6. “คุณโจ” อนุตต์ ( ฝ่ายฯ สัมมนา )
    7. ใหญ่, เล็ก, ไฝ่ ( ฝ่ายฯ สัมมนา )
    8. “พี่พิษณุ” ( ผจก.ฝ่ายฯ สมาชิก, ผจก.ฝ่ายขาย โครงการ ริมปิง การ์เด้นท์ รีสอร์ท )
    9. “นิยม” ( ฝ่ายฯ สมาชิก, ฝ่ายขาย Pattaya Golf and Country Club )
    10. “คุณเจี๊ยบ” กิติกร ( ฝ่ายฯ สมาชิก, ฝ่ายขาย โครงการ ริมปิง การ์เด้นท์ รีสอร์ท )
    11. “พี่แมน” ( ผอ.ฝ่ายขาย โครงการ ริมปิง การ์เด้นท์ รีสอร์ท )
    12. “คุณจูน” ทัดดาว ( เลขาฯ อาจารย์ )
    13. “คุณปุ๊ย” ( ผจก.ฝ่ายขาย โครงการ ริมปิง การ์เด้นท์ รีสอร์ท )
    14. “โจ” ญาณจิตต์ ( ฝ่ายขาย โครงการ ริมปิง การ์เด้นท์ รีสอร์ท )
    15. “ผม” ขวัญชัย ( ฝ่ายฯ สมาชิก, ฝ่ายขาย โครงการ Eastern Sea Point, ริมปิง การ์เด้นท์ รีสอร์ท )
    และ อีกหลายๆคน (ขอโทษ ที่ยังนึกไม่ออก)
    เชื่อว่าหลายๆคนคงติดตาม บทความ และเรื่องราว ความเป็นไปของอาจารย์อยู่
    คงจะดีหากจะโพสต์ข้อความ บอกเล่าเรื่องราวของแต่ละคนบ้าง
    เพื่อรำลึกถึงวันเวลาช่วงหนึ่งที่เคยร่วมงานกันมา(และพบปะเจอะเจอกันทุกวันในตอนนั้น)

    หลายๆคนที่ไม่ได้ใส่คำว่าคุณนำหน้า เพราะเป็นคนในรุ่นราวคราวเดียวกัน และ(ทึกทัก)เอาว่า
    สนิทสนมกันในช่วงเวลานั้น (หากไม่ใช่ก็ขออภัย)

    โดยเฉพาะ “จอน” (ดร.)อรัญ โสตถิพันธุ์ คิดถึงมากเพื่อน ดีใจกับความก้าวหน้าในชีวิต
    คอยติดตามความเป็นไปของเพื่อนอยู่เสมอ (ผ่าน”เน็ต”)

    ระลึกถึงทุกคนครับ
    ขวัญชัย ปิ่ณฑะแพทย์

    • Paiboon Sumranputi

      ขอบคุณ คุณชัย (เล็ก) ที่ช่วยรื้อฟื้น ความทรงจำให้คนแก่ ได้ระลึกถึง ความหลัง
      ครั้งเก่า เมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา
      ที่คุณเล่าถึงบรรยากาศ ของ นักขาย ในตอนนั้น มันดูเหมือนเป็นช่วงที่
      กำลังไปได้ดี มีโครงการบ้านจัดสรร มาให้ทำกันหลายแห่ง แต่ ทีมงาน
      ของเราไม่แข็งพอ ( มือใหม่ ) และ ดูเหมือนว่า ผมเองก็ยังไม่ได้ลงมาทำเต็มตัว
      แต่พอ โครงการแต่ละแห่งมีปัญหา ก็แก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะเจ้าของโครงการเบี้ยว
      ค่าใช้จ่าย ที่ต้องออกไปให้ ทีมงาน ก่อน / เพราะหวังว่าจะได้ค่าคอมมิชชั่น /
      โดยเฉพาะ โครงการที่ระยอง เราโดนเบี้ยว / ที่เชียงใหม่ขายได้ไม่มากเท่าที่ควร
      นักขาย จะได้หากมียอดขาย โดยมี ส่วนต่างจาก ค่าคอมมิชชั่น / เพราะ
      ค่าเงินเดือน เบี้ยเลี้ยง เจ้าของโครงการต้องรับผิดชอบ / พอเขาเบี้ยว และ
      ไม่มียอดขาย นักขาย ก็เลยต้องจอด
      โครงการที่ขายได้ดี คือ 33 ทาวเวอร์ และ สกุลไทย สุรวงศ์ทาวเวอร์
      ซึ่งเป็นช่วงสุดท้าย / วิชัย ( เล็ก ) น่าจะไม่อยู่แล้วกระมัง / แต่ก็ยังโดน
      พรรคพวกกันเบี้ยว ด้วยความโลภ ที่อยากจะได้มาก / ใช้เวลานานกว่า ๖ ปี
      กว่าจะตาม ค่าคอมมิชฃั่น ที่ค้างอยู่ ซึ่งก็ได้ไม่ครบ
      แต่อย่างน้อยก็ได้เห็น ความก้าวหน้า ของ ทีมงาน ที่เคยอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน
      แม้จะต้องแบกหนี้ก้อนโต ก็ไม่ว่ากัน เพราะเป็นเรื่องของธุรกิจ / ไม่รวย
      ไม่รุ่ง ก็ต้อง ร่วง ต้องโรย เป็นธรรมดา
      ตอนนี้ ดร.จอน เป็น รอง ผอ. สถาบันพระปกเกล้า / วสันต์ เป็น ซีอีโอ
      บริษัทขายตรงที่รัชดา / เอ เปิดศูนย์แต่งรถ ล้างรถ ที่รัชดาขาเข้า / โจ น้อง
      จอน เป็น ผู้จัดการฝ่ายขาย บางจาก / จูน เป็นผู้บริหาร เอเยนซี่โฆษณา / แมน
      เป็นผู้จัดการอาวุโส ของ เหล็กทาทา อินเดีย / คนอื่นๆ ไมา่ทราบข่าวคราวเลย
      น่าจะลองติดตามกันดู นะ
      คิดถึง ทุกๆคน ครับ

      2013/9/7 “จดหมายเหตุหนุ่มร้อยปี”

      > **
      > ชัย(เล็ก) commented: “ขอบคุณครับอาจารย์
      > เป็นเกียรติครับที่ได้เขียนถึงอาจารย์ และ” นักขาย” แม้ว่าอาจารย์จะจำผมไ�¸”
      >

  4. ชัย(เล็ก)

    หลังจากออกจาก “นักขาย” ผมก็มีโอกาสได้ร่วมงานกับ เจ้าของธุรกิจ, นักการตลาด, นักขาย อีกหลายๆท่าน ต่างวงการ หลากหลายประเภทธุรกิจ
    ได้พบกับปรัชญาการทำธุรกิจอีกแบบหนึ่ง (ต่างจากที่อาจารย์เคยสอน)
    “ธุรกิจไม่จำกัด วิธีการ” ครับ
    ถ้าจะให้ผมจำกัดความว่า อาจารย์ไพบูลย์ สำราญภูติ ต่างจากคนอื่นๆอย่างไร
    แตกต่างตรงคำว่า “คุณธรรม” ครับ
    ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรำลึกถึงอาจารย์เสมอมา

    ขอบคุณครับอาจารย์ ที่บอกเล่าเรื่องราวของ “นักขาย” ในแต่ละช่วงเวลา
    ให้ผมและอีกหลายๆคนที่ติดตามบล็อคนี้ ได้รับทราบเรื่องราวที่นอกเหนือเวลาของตนเองกับ “นักขาย” มากขึ้น
    คิดว่าลูกศิษย์อาจารย์มีไม่มากคนนัก ที่ได้รับรู้เรื่องราวของอาจารย์ และ “นักขาย” (PMC.)
    ตั้งแต่เริ่มจนถึงเวลายุติ (รวมทั้งคนอื่นๆที่สนใจ ในวิธีการทำงาน ประสบการณ์ แนวคิด
    และทัศนคติของอาจารย์ ผ่านในหลายๆสื่อ)

    ขอบคุณ คุณหนุ่มร้อยปี ที่ได้เรียบเรียงบทความนี้ขึ้น
    ทำไห้พวกเราได้รับทราบเรื่องราวของอาจารย์ ในแต่ช่วงเวลาชีวิต
    ที่พวกเราไม่เคยรับรู้รับทราบมาก่อน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s