Category Archives: การประชาสัมพันธ์

ความผิดพลาดของนักประชาสัมพันธ์ที่มีมาทุกยุคทุกสมัย

ผมเขียนเรื่องเป็นนักประชาสัมพันธ์โรงแรมมา 5 ตอน และกำลังคิดอยู่ว่าจะเอาเรื่องอะไรมาเขียนต่อ กำลังจะจนมุมอยู่แล้ว เหมือนฟ้ามาโปรดไม่ให้จนมุม เมื่อคืนนี้ (วันอังคารที่ 16 มกราคม 2561 เวลาประมาณ 20.25 น.ดูรายการทีวีช่อง สปริงนิวส์ รายการ “เจาะลึกทั่วไทย Tonight” จัดโดย คุณดนัย เอกมหาสวัสดิ์ และคุณอมรรัตน์ มหิทธิรุทธ์ https://youtu.be/vrQv-KEzttE) คุณดนัยพูดในรายการดังกล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช) จะจัดงานสื่อมวลชนสัมพันธ์ เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสื่อมวลชนและตำรวจ กำหนดจะจัดขึ้นในวันสองวันนี้

ประเด็นที่คุณดนัยนำมาพูดในรายการนี้คือ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ สตช.ที่มีหน้าที่เชิญสื่อมวลชนทุกแขนงมาร่วมงาน นัยว่าเพื่อให้งานนี้ยิ่งใหญ่อลังการ จึงเชิญฝ่ายบริหารของสื่อมวลชนมาร่วมงานด้วย โดยเฉพาะฝ่ายบริหารของสื่อประเภทสิ่งพิมพ์และทีวีนั้น คุณดนัยยกตัวอย่างที่ฝ่ายประชาสัมพันธื สตช.เชิญมาร่วมงาน 4-5 ท่าน ซึ่งคุณดนัยบอกว่าเป็นการเชิญผู้มาร่วมงานโดยไม่มีข้อมูลหรือทำการบ้านมาก่อนเลยว่า ใครเป็นใครและปัจจุบันท่านเหล่านี้ทำอะไรอยู่ที่ไหน อาทิ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้ง นสพ.เครือผู้จัดการ วันนี้ท่านถูกจำคุกอยู่ ซึ่งกรมราชฑัณก์คงไม่อนุญาตให้ออกมาร่วมงานด้วยแน่นอน คุณสุทธิชัย หยุ่น ลาออกจาก เนชั่นทีวีแล้ว คุณประภา ศรีนวลนัด ไม่ได้อยู่ นสพ.เดลินิวส์แล้ว ฯลฯ

ทั้งหลายทั้งปวงนั้นจึงเชื่อว่าฝ่ายประชาสัมพันธ์ สตช.ไม่ได้ทำการบ้านหรือหาข้อมูลเลยว่า บุคลากรสื่อมวลชนที่จะเชิญมาร่วมงานนั้น ปัจจุบันมีสถานภาพเป็นอย่างไร มีความรับผิดชอบงานด้านใด ทำงานอยู่ที่ไหน และหากงานที่จัดขึ้นนั้นไม่มีใครมาร่วมงาน ก็อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าสื่อมวลชนไม่ให้ความร่วมมือ เพราะหนังสือเชิญนั้นอาจจะไม่ถึงมือเขาก็ได้ หรืออาจจะเป็นงานที่เขาไม่จำเป็นต้องมาร่วมงานด้วยก็ได้ ดังนั้นฝ่ายประชาสัมพันธ์ควรจะทำความเข้าใจว่า สื่อมวลชนที่จะเชิญมาร่วมงานด้วยนั้นควรจะเป็นใคร มีความรับผิดชอบเกี่ยวกับข่าวสายงานของหน่วยงานที่จะจัดงานหรือไม่

ขอขอบคุณ คุณดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ที่นำข่าวนี้มาพูดถึงด้วยครับ

ใส่ความเห็น

Filed under การประชาสัมพันธ์, คิดไปเขียนไป

เมื่อเป็นประชาสัมพันธ์โรงแรม (5)

ผมเขียนเรื่องเกี่ยวกับประชาสัมพันธ์โรงแรมมา 4 ตอน คิดว่าจะจบลงเพียงเท่านั้น แต่มาฉุกคิดว่าโรงแรมที่ผมเขียนคือ โรงแรมชวลิต สุขุมวิท นั้น เป็นโรงแรมที่มีต้นทุนด้านความมีชื่อเสียงมาก่อน ตั้งแต่สมัยเจ้ากอแก้ว ประกายกาวิล และคุณกิ่งดาว ดารณี เป็นประชาสัมพันธ์ ผมเพียงมาต่อยอดความมีชื่อเสียงของโรงแรมให้ดังต่อไปอีกระดับหนึ่งเท่านั้น

ฉะนั้นจึงควรจะเขียนถึงโรงแรมที่ผมเป็นผู้ทำประชาสัมพันธ์ให้ จากศูนย์จนถึงระดับมีชื่อเสียงที่คนทั่วไปรู้จักกันดี นั่นก็คือ โรงแรมปอยหลวง เชียงใหม่ ที่วันนี้กลายเป็นตำนานไปแล้ว และผมยังจำได้ว่าเคยเขียนถึงโรงแรมปอยหลวง ในห้องมองอดีต บล็อกกระท่อมหนุ่มร้อยปี ซึ่งมีผู้อ่านจำนวนหนึ่งให้ความสนใจและเข้าไปคอมเมนต์กันหลายราย ขอลิงค์มาให้อ่านกันที่นี่อีกครั้งครับ
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=century&month=09-2008&date=09&group=4&gblog=28
การทำประชาสัมพันธ์โรงแรมปอยหลวงของผมในสมัยนั้น (พ.ศ. 2520) เป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายมาก เพราะต้องประชาสัมพันธ์ให้ผู้คนสมัยนั้นรู้จักว่า โรงแรมปอยหลวงอยู่ที่ไหน มีจุดดีและเด่นอย่างไร และมีความเป็นมาอย่างไร ฯลฯ
สื่อสำหรับการประชาสัมพันธ์สมัยนั้นก็มีเพียงสื่อหลักเป็นหนังสือพิมพ์รายวันทั้งในส่วนกลางที่กรุงเทพ และหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นมีอยู่สองฉบับคือ ระมิงค์ และ ไทยนิวส์ ของบรรจบ ลิ้มจรูญ

ผมปูพื้นข่าวประชาสัมพันธ์ด้วยการแนะนำโรงแรมที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ จุดเด่นและสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรงแรมใหม่ ความเป็นมาของชื่อและโลโก้ของโรงแรม แนะนำผู้บริหารฝ่ายต่างๆของโรงแรม ฯลฯ ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากสื่อหนังสือพิมพ์รายวันทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่นเป็นอย่างดียิ่ง ข่าวการประชาสัมพันธ์ได้รับการตีพิมพ์อย่างพร้อมเพรียงทุกฉบับ นับเป็นโรงแรมต่างจังหวัดแห่งเดียวในสมัยนั้นที่ผู้คนทั่วประเทศรู้จักก่อนเปิดดำเนินกิจการ ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าเพราะผมมีต้นทุนสูงในการเป็นที่รู้จักของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับเป็นอย่างดี ข่าวการประชาสัมพันธ์ของผมจึงได้รับการเผยแพร่เป็นอย่างดียิ่ง

ใส่ความเห็น

Filed under การประชาสัมพันธ์, โรงแรมและรีสอร์ท, ไม่มีหมวดหมู่

เมื่อเป็นประชาสัมพันธ์โรงแรม (4)

กิจวัตรประจำวันของประชาสัมพันธ์โรงแรมสมัยนั้น (ประมาณ พ.ศ. 2515-2520) น่าจะเหมือนๆกันคือตอนเช้าเข้าทำงานประมาณเวลา 10.00 น.และเลิกงานเวลาประมาณ 18.00 น.หรือดึกกว่านี้ หากมีงานที่ต้องดูแล เช่นงานจัดเลี้ยงต่างๆ งานแรกของวันคืออ่านและตรวจข่าวจากหนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับในสมัยนั้น (ประมาณไม่เกิน 10 ฉบับ) นิตยสารรายสัปดาห์บางฉบับหรือรายเดือนบางฉบับ (หากมี)

เมื่อพบข่าวของโรงแรมที่ตนส่งไปหรือข่าวของโรงแรมอื่นๆ ก็จะตัดข่าวเก็บไว้ กิจกรรมนี้นักประชาสัมพันธ์เรียกว่า Press Cliping เป็นหัวข้อวิชาการประชาสัมพันธ์หัวข้อหนึ่ง คนที่ทำกิจกรรมนี้จะต้องมีศาสตร์และศิลป์ในการทำ เสร็จแล้วเข้าแฟ้มเอกสารส่งไปให้ผู้บังคับบัญชาดู ถือเป็นผลงานสำคัญของประชาสัมพันธ์ บางโรงแรมอาจจะต้องส่งไปให้เจ้าของโรงแรมดูด้วย เช่นผมทำงานที่โรงแรมชวลิต (ปัจจุบันคือโรงแรมแอมบาสซาเดอร์ สุขุมวิท) ต้องส่งข่าวให้คุณชวลิต ทั่งสัมพันธ์ เจ้าของโรงแรมดูด้วย นอกจากนี้อาจจะต้องเป็นตัวแทนของโรงแรมไปร่วมงานภายนอกด้วย

การประเมินผลงานของประชาสัมพันธ์สามารถประเมินออกมาเป็นมูลค่าจำนวนเงินได้คือ ตามปกติทั่วไปการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ต้องมีค่าใช้จ่าย หนังสือพิมพ์ต่างๆจะคิดค่าโฆษณาเป็นอัตราคอลัมน์/นิ้ว คือความกว้างคูณความยาวของเนื้อที่ที่ลงโฆษณา แต่การลงข่าวหรือภาพเพื่อประชาสัมพันธ์ของโรงแรมไม่เสียค่าใช้จ่าย เรียกว่าลงฟรีนั่นแหละ เมื่อครบเดือนประชาสัมพันธ์ก็จะคำนวณเนื้อที่ข่าวประชาสัมพันธ์แล้วคิดออกมาเป็นค่าโฆษณา ส่งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

ภารกิจอื่นๆของประชาสัมพันธ์ยังมีอีกหลายอย่างคือ จะได้รับตารางการจัดงานของโรงแรมจากฝ่ายจัดเลี้ยง แล้วตรวจดูว่ามีงานเลี้ยงของใครสมควรจะจัดทำประชาสัมพันธ์ให้ เตรียมกล้องถ่ายรูปเพื่อถ่ายงานจัดเลี้ยง สมัยนั้นยังไม่มีกล้องดิจิตัล ต้องใช้กล้องฟีล์มถ่ายเป็นภาพขาวดำ ภาพที่นิยมส่งไปเพื่อการประชาสัมพันธ์มีขนาด 8 คูณ 10 นิ้ว ทางหนังสือพิมพ์เขาจะมีเจ้าหน้าที่ย่อหรือขยายภาพตามที่ต้องการ สำหรับเนื้อข่าวสารควรจะพิมพ์บนกระดาษสำหรับส่งข่าว ที่เรียกว่า Press Release มีตราหรือโลโก้ของหน่วยงานสวยงาม พิมพ์อย่างถูกต้อง ไม่มีขีด ขูดลบแต่อย่างใด

มีทริคในการส่งภาพเพื่อการประชาสัมพันธ์หลายอย่าง เช่น มุมภาพที่สวยงาม ภาพสวยงามคมชัด การอธิบายประกอบภาพ เรื่องนี้หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับจะมีความเข้มงวดในการพิจารณาภาพไม่เหมือนกัน เช่น หนังสือพิมพ์ The Bangkok Post จะมีความเข้มงวดมาก ต้องแจ้งชื่อบุคคลในภาพให้ครบ ชื่อ ยศ ตำแหน่ง ใครเป็นใครในภาพจะเรียงจากซ้ายไปขวาหรือขวาไปซ้ายก็ตามที หากประชาสัมพันธ์ทำงานแบบลวกๆ แจ้งชื่อบุคคลในภาพผิด ต่อไปภาพเพื่อประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานนั้นๆ จะถูกลงตระกร้าแทน หมดอนาคตไปเลย

บริษัทประชาสัมพันธ์ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นคือ Pressco เคยให้คำแนะนำแก่นักประชาสัมพันธ์ว่า ประชาสัมพันธ์ที่ดีไม่ควรจะส่งเฉพาะข่าวหรือภาพเพื่อการประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานเท่านั้น หากมีข้อมูลข่าวสารอะไรที่น่าสนใจมีประโยชน์ ควรจะส่งให้หนังสือพิมพ์ด้วย เพื่อหนังสือพิมพ์จะได้นำไปใช้ประโยชน์ในการเผยแพร่ข่าวสารต่อไป

มีทริคอีกอย่างหนึ่งที่ประชาสัมพันธ์ไม่ควรละเลยคือความรวดเร็วในการส่งข่าวไปยังหนังสือพิมพ์ หากเป็นไปได้ไม่ควรส่งทางไปรษณีย์ เพราะอาจจะหายหรือล่าช้า สมัยนั้นแต่ละหน่วยงานมักจะมีคนส่งเอกสารอยู่แล้ว

ใส่ความเห็น

Filed under การประชาสัมพันธ์, โรงแรมและรีสอร์ท

เมื่อเป็นประชาสัมพันธ์โรงแรม (2)

ข้อเขียนเรื่องนี้เขียนตอนที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2013 แล้วลืมไปเลย ไม่ได้มาเขียนต่อ นับเป็นข้อเขียนที่ทิ้งระยะยาวนานมาก จากตอนที่ 1 มาเขียนตอนที่ 2 นานถึง 4 ปี เพราะปีที่เขียนตอนนี้คือปี 2017

โรงแรมชวลิตที่ผมทำงานเป็นผู้ช่วยผู้จัดการประชาสัมพันธ์เมื่อ พ.ศ. 2515 นั้น ความจริงเป็นโรงแรมขนาดเล็ก เพราะมีห้องพักจำนวน(ประมาณไม่เกิน) 200 ห้องเท่านั้น แต่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไปไม่แพ้โรงแรมขนาดใหญ่ในสมัยนั้น เช่น โรงแรมเอราวัณ (ยุคเก่า) โรงแรมอินเตอร์คอนติเนลตัล (บริเวณสยามพารากอนปัจจุบันนี้) โรงแรมอินทรา ประตูน้ำ โรงแรมแมนดาริน สามย่าน โรงแรมรามาทาวเว่อร์ สีลม เป็นต้น
สาเหตุที่โรงแรมชวลิตเป็นที่รู้จักกันดีนั้น น่าจะมาจากโรงแรมมีห้องอาหารและไนท์คลับที่มีชื่อเสียง เช่น ห้องอาหารจีนชื่อแมนดาริน ค๊อฟฟี่ชอบชื่อห้องอาหารบางกะปิ และไนท์คลับชื่อออสการ์คลับ เป็นต้น และโรงแรมมีกิจกรรมต่างๆมากในแต่ละเดือน เช่น งานจัดเลี้ยงของบุคคลที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น งานกิจกรรมต่างๆเหล่านี้จำเป็นต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและลูกค้าทราบ จึงทำให้การประชาสัมพันธ์ของโรงแรมมีงานไม่ขาดมือในแต่ละเดือน

การทำประชาสัมพันธ์ในสมัยนั้นต้องใช้สื่อหนังสือพิมพ์รายวันเป็นหลัก เพราะสื่อหลักๆในสมัยนั้นนอกจากสื่อสิ่งพิมพ์แล้ว ก็มีสื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ สำหรับสื่ออื่นๆแทบจะไม่มีอะไรที่น่าสนใจ สื่อสิ่งพิมพ์เป็นสื่อที่บรรดานักประชาสัมพันธ์ทุกสาขาธุรกิจที่มีการประชาสัมพันธ์นิยมใช้เป็นหลัก เพราะเข้าถึงได้ง่ายสามารถฝากข่าวการประชาสัมพันธ์ได้ แตกต่างจากสื่อวิทยุและสื่อโทรทัศน์ที่เข้าถึงได้ยาก ไม่สามารถฝากข่าวประชาสัมพันธ์ได้ง่ายๆ บางครั้งต้องมีค่าใช้จ่ายซึ่งองค์กรธุรกิจสมัยนั้นไม่มีงบประมาณให้นักประชาสัมพันธ์
สื่อสิ่งพิมพ์สมัยนั้นนอกจากมีหนังสือพิมพ์รายวัน (จำนวนประมาณไม่เกิน 10 ฉบับ) ก็มีนิตยสารรายสัปดาห์และรายเดือน แต่ที่นิยมใช้ประชาสัมพันธ์มากก็คือหนังสือพิมพ์รายวัน เช่น ไทยรัฐ เดลินิวส์ บ้านเมือง แนวหน้า สยามรัฐ เดลิมิเร่อร์ เดลิไทม์ เสียงปวงชน เป็นต้น นอกจากนี้ก็มีภาษาจีน 2-3 ฉบับ คือ ซินเสียนเยอะเป้า สากล ภาษาอังกฤษมีเพียง 2 ฉบับคือ Bangkok Post และ The Nation นักประชาสัมพันธ์ทุกองค์กรธุรกิจต้องทำความรู้จักกับนักหนังสือพิมพ์หรือคอลัมนิสต์ต่างๆของหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับเป็นอย่างดี เพื่อประโยชน์ในการฝากข่าวประชาสัมพันธ์ลงในคอลัมน์ต่างๆ เช่น คอลัมน์สังคม คอลัมน์ธุรกิจ คอลัมน์บันเทิง คอลัมน์การศึกษา คอลัมน์ข่าวกีฬา เป็นต้น

นักประชาสัมพันธ์ที่จะประสบความสำเร็จในการทำประชาสัมพันธ์สมัยนั้น นอกจากจะต้องมีความรู้ในด้านการประชาสัมพันธ์เป็นพื้นฐานแล้ว ยังจะต้องมีมนุษยสัมพันธ์เป็นอย่างดีกับสื่อมวลชนในสมัยนั้นด้วย มีข้อมูลในการทำประชาสัมพันธ์ เช่น รู้ว่าใครใช้นามปากกาว่าอะไร ควบคุมคอลัมน์อะไรในหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ เพราะสมัยนั้นนักหนังสือพิมพ์นิยมใช้นามแฝงหรือนามปากกา และไม่นิยมให้นักประชาสัมพันธ์ส่งข่าวถึงตนด้วยนามแฝง ถือว่าไม่รู้จักเขาจริง ข้อมูลที่ลึกลงไปอีกคือ ต้องรู้วันถือกำเนิดของหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ และวันเกิดของคอลัมนิสต์แต่ละคน เพื่อจะได้นำของขวัญไปมอบแสดงความยินดี ข้อมูลอื่นๆคือต้องรู้ว่านักหนังสือพิมพ์คนไหนย้ายไปอยู่ที่ไหน เพราะสมัยนั้นนักหนังสือพิมพ์ย้ายงานบ่อยมาก

นักประชาสัมพันธ์ที่ฉลาดจะต้องไม่แบ่งแยกคบหากับนักหนังสือพิมพ์ฉบับใหญ่ๆเท่านั้น ไม่สนใจนักหนังสือพิมพ์ฉบับเล็ก เพราะไม่มีอะไรแน่นอนว่าวันหนึ่งนักหนังสือพิมพ์ฉบับเล็กอาจจะไปอยู่ฉบับใหญ่ก็ได้ ผู้เขียนเคยได้รับคำแนะนำจากคอลัมนิสต์ท่านหนึ่งว่า อย่าไปดูถูกหรือไม่สนใจนักหนังสือพิมพ์ที่ตกงาน ควรจะต้อนรับเขาตามปกติและให้เกียรติเขาตามเดิม เขาจะประทับใจในตัวเรา วันหนึ่งเมื่อเขามีงานทำอีก ข่าวของเราจะได้รับการตีพิมพ์ประชาสัมพันธ์เป็นข่าวแรก ผู้เขียนจำคำแนะนำนี้ไว้โดยไม่ลืมเลือนเลย เพราะปรากฏว่ามีนักประชาสัมพันธ์บางคนตกม้าตายด้วยเหตุนี้มาแล้ว

ใส่ความเห็น

Filed under การประชาสัมพันธ์, คิดไปเขียนไป, ไม่มีหมวดหมู่

คิดแล้วแต่ไม่ได้เขียน

ปกติผมเป็นคนชอบคิด แต่ไม่ใช่คิดแบบฟุ้งซ่านไร้สาระ ผมคิดเรื่องต่างๆมามากมายในชีวิตที่ผ่านมา โชคดีในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาผมเริ่มใช้คอมพิวเตอร์ และเปิดบล็อกส่วนตัวขึ้นหลายบล็อก เวลาคิดเรื่องอะไรแล้วก็เขียนลงบล็อก ทำให้ความคิดของผมถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่สูญหายไปตามกาลเวลา เหมือนเช่นที่ผ่านมา

เคยมีคนกล่าวว่าคนไทยมีภูมิปัญญามากมาย แต่ไม่ค่อยชอบเขียน (หนังสือ)เป็นลายลักษณ์อักษร เรื่องราวต่างๆจึงสูญหายไปกับคนไทยจำนวนมากมาย ที่เหลืออยู่ทุกวันนี้ล้วนเป็นเรื่องที่สืบทอดกันมาแบบใช้ความจำ แบบที่เรียกว่าสืบทอดรุ่นต่อรุ่นนั่นเอง เช่นการทำอาชีพหลายๆอย่างที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันนี้

ในจำนวนเรื่องที่ผมคิดนั้นมีเรื่องการเขียนหนังสือแล้วจัดพิมพ์เป็นเล่ม เพื่อเป็นผลงานของชีวิตสักชิ้นหนึ่ง ความคิดนี้ก็ยังสถิตย์อยู่ในสมอง(ไม่ทราบว่าส่วนไหน)เสมอ

สองสามสัปดาห์ที่ผ่านมามีโอกาสคุยกับ อ.กมล รัตนวิระกุล นายกสมาคมการบริหารโรงแรมไทย และประะธานสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการโรงแรมไทย ที่โรงแรมพูลแมน คิงเพาเว่อร์ ถนนรางน้ำ ระหว่างพักการอบรมฯของสถาบันฯ อ.กมล พูดขึ้นตอนหนึ่งของการสนทนาว่า

“คุณ(หมายถึงผม)เขียนหนังสือดีนะ”

และก็พูดต่อว่าน่าจะเขียนหนังสือ(อะไร)สักเล่ม เช่นเขียนเรื่องการประชาสัมพันธ์ที่ผมเคยทำสมัยเป็นผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ที่โรงแรมชวลิต (ก่อนจะมารวมเป็นโรงแรมแอมบาสซาเดอร์) เมื่อปี พ.ศ. 2515-2520 ว่าสมัยนั้นประชาสัมพันธ์โรงแรมเขาทำงานกันอย่างไร สื่อมวลชนสมัยนั้นมีบทบาทอย่างไร น่าจะเป็นเรื่องที่ผู้คนสมัยนี้สนใจ เพราะหาคนที่รู้เรื่องเหล่านี้ยากแล้วในวันนี้

ผมฟังแล้วก็โดนใจเพราะเคยมีแนวคิดที่จะเขียนเรื่องแบบนี้มาแล้วในอดีต กลับมานั่งคิดพล็อตเรื่องที่จะเขียนตามที่ อ.กมล ปรารภขึ้น คิดอยู่หลายวันเหมือนกันนะ ก็ยังไม่ตกผลึกว่าจะเขียนในแนวใดจึงจะน่าสนใจ

สองสามวันมานี้ผมทำความสะอาดชั้นหวายที่เก็บหนังสือ ซึ่งมีจำนวนหลายสิบชั้น เผอิญโชคดีพบเอกสารฉบับหนึ่ง เป็นเอกสารฉบับถ่ายสำเนา (ขนาด เอ 4)เย็บเล่มอย่างดี ชื่อว่า “ครบเครื่องเรื่อง(นัก)ประชาสัมพันธ์(มืออาชีพ)” โดย ศตวรรษ ศรีสมบูรณ์ จำนวนประมาณเกือบร้อยหน้า ด้วยความดีใจผมจึงอ่านอีกครั้งรวดเดียวจบ ทั้งๆที่ผมไม่เคยอ่านหนังสือเรื่องใดจบเลยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

2556-08-08 09-03-54_0001

ข้อมูลของเอกสารฉบับนี้มีดังนี้

หนังสือ          : ชุดครบเครื่อง อันดับที่ 1
ชื่อ                  : ครบเครื่องเรื่อง (นัก)ประชาสัมพันธ์(มืออาชีพ)
ผู้แต่ง            : ศตวรรษ ศรีสมบูรณ์
ปีที่พิมพ์/ครั้งที่พิมพ์ : พฤศจิกายน 2548 พิมพ์ครั้งที่ 1
ISBN (เลขมาตรฐานสากลหนังสือ) 974-93637-7-9

ดำเนินการจัดพิมพ์(ฉบับถ่ายเอกสาร)โดย : ศตวรรษ ศรีสมบูรณ์
ไม่จำหน่ายแต่แจกผู้สนใจ จำนวน 10 ฉบับ

ที่มาของหนังสือฉบับถ่ายเอกสารนี้คือ หลังจากที่เสนอต้นฉบับไปยัง สนพ.ต่างๆจำนวน 10 กว่าแห่ง ขออนุญาตเอ่ยชื่อ เช่น สนพ.ดอกหญ้า ฯลฯ เป็นต้น

หลังจากนั้นก็เงียบหายไป ติดตามอยู่เป็นเดือนก็ไม่มีคำตอบจาก (สวรรค์) สนพ.สักแห่ง

ผมตัดสินใจถ่ายสำเนาพิมพ์เป็นฉบับเอกสาร จำนวน 10 ฉบับ แจกเพื่อนสนิทมิตรสหาย ทุกคนก็ตอบกลับมาว่า เขียนดี น่าจะจัดพิมพ์จำหน่ายนะ

หลังจากนั้นผ่านมาเกือบ 10 ปีแล้ว หากไม่ได้ยิน อ.กมล รัตนวิระกุล พูดขึ้น ผมคงลืมเรื่องนี้ไปแล้ว

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้แหละโยม

ใส่ความเห็น

Filed under การประชาสัมพันธ์

บทบาทนักประชาสัมพันธ์ยุคดิจิตัล

ในฐานะที่ผู้เขียนเคยทำงานเป็นนักประชาสัมพันธ์ยุคเก่ามาก่อน (ผจก.ฝ่ายประชาสัมพันธ์ โรงแรมชวลิต เมื่อ พ.ศ. 2515 ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นโรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ในปัจจุบันนี้ )
สื่อหลักที่ใช้ในการเผยแพร่ข่าวสารของโรงแรมคือ สื่อสิ่งพิมพ์อันได้แก่ นสพ.รายวัน นสพ.รายสัปดาห์ สำหรับ นสพ.รายวันในยุคนั้นมีจำนวนไม่กี่ฉบับ เช่น ไทยรัฐ เดลินิวส์ บ้านเมือง แนวหน้า เดลิมิเร่อร์ ข่าวสยาม เดลิไทม์ สยามรัฐ เป็นต้น ช่วงนั้น มติชนกำลังเตรียมจัดออก แต่ทีมงานมาใช้หัวหนังสือ เข็มทิศ ออกมาชิมลางก่อน ใช้ชื่อว่า เข็มทิศธุรกิจ และมาเป็น ประชาชาติธุรกิจในวันนี้

เมื่อสื่อหลักที่จะเผยแพร่ข่าวสารมีจำนวนไม่มากตามที่กล่าวมา การทำงานของนักประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานจึงไม่ลำบากมากนัก มีโอกาสทำความคุ้นเคยกับนักหนังสือพิมพ์ คอลัมนิสต์ ผู้สื่อข่าวและช่างภาพได้ไม่ยากเช่นกัน ต่างพึ่งพาอาศัยกันแบบน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าประมาณนั้น เช่น งานฉลองวันเกิดของ นสพ.ฉบับต่างๆ บรรดานักประชาสัมพันธ์โรงแรมต่างๆ ก็นำอาหารต่างๆไปร่วมงานกันอย่างพร้อมเพรียง ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของเจ้าของงานไปได้มากทีเดียว แม้กระทั่งงานวันคล้ายวันเกิดของคอลัมนิสต์ดังๆในสมัยนั้น ก็มีนักประชาสัมพันธ์จากหน่วยงานต่างๆนำของขวัญไปอวยพรกันอย่างคับคั่งน่าปลื้มใจ(แทนเจ้าภาพ) เป็นบรรยากาศที่นักประชาสัมพันธ์ในยุคนี้อาจจะไม่มีให้เห็นแล้ว เพราะสื่อมวลชนวันนี้มีมากมายหลากหลายประเภท ผู้สื่อข่าวก็มีหลากหลายสาขา แยกไปตามประเภทของหน่วยงานและข่าวสารที่จะนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะชน

ยิ่งในยุคดิจิตัลที่เทคโนโลยีกำลังเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเช่นปัจจุบันนี้ นักประชาสัมพันธ์ยุคนี้ควรจะทำงานกันอย่างไร เป็นเรื่องที่น่าสนใจนะ

จุลสาร “เสียงสังข์” ซึ่งเป็นสิ่งพิมพ์เผยแพร่ของ สมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย ฉบับที่ 2 ปีที่ 15 ประจำเดือนเมษายน-มิถุนายน 2554 มีบทความที่น่าสนใจชื่อ “บทบาทนักประชาสัมพันธ์ยุคดิจิตัล” เขียนไว้ตอนหนึ่งว่า ” ทฤษฏีการสื่อสาร ที่มีผู้ส่ง-ผู้รับสาร-เนื้อหาข่าวสารและตัวสื่อที่นำพาข่าวสารไปถึงระหว่างคนส่งกับคนรับ จึงเป็นเรื่องท้าทายการแปลความเป็นอย่างยิ่ง
ในยุคดิจิตัลได้นำพาข่าวสารที่ว่าใช้ระยะห่างมาเป็นแคบ เพราะเครื่องมือที่มนุษย์คิดขึ้นเอาชนะวัตถุจากชิ้นโตมาเป็นชิ้นเล็กๆที่แปลความได้ทั่วไป

เราจะเห็นว่าสื่อเป็นตัวกลางที่โลกหวั่นไหวมาก แม้ขนาดโลกนี้กล้องถ่ายภาพจากดาวเทียมสามารถบอกได้ว่าคน สิ่งของบนโลกอยู่ในสภาพใด และตีความเกินสติปัญญาคนสามัญไปสู่การวิเคราะห์ธรรมชาติว่าที่ใดมีทรัพยากรชนิดใดบ้าง พยากรณ์ได้ว่าทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่กับโลกจะผันแปรไปอย่างไรบ้าง
การบอกเล่าเก้าสิบจึงเป็นเรื่องแสนธรรมดาในวันนี้ ออกไปในสื่อใดก็ได้ไม่จำกัดรูปแบบและเนื้อหาอีกต่อไป ยิ่งปกปิดเหมือนยิ่งอยากเปิด และมีคนเปิดได้ง่ายๆด้วยการล้วงความเร้นลับได้ เพราะเครื่องมือนวัตกรรมนั้นคิดแก้ไขส่วนต่างๆที่คิดได้ ก็ย่อมมีกระบวนการที่ถอดรหัสได้นั่นเอง
ดังนั้นวงการประชาสัมพันธ์ที่นำกระบวนการสื่อสารมาใช้ย่อมปรุงแต่งเนื้อหาและรูปแบบที่โน้มไปทางที่องค์กรต้องการได้ เพียงนำเครื่องมือสื่อต่างๆมาผสมผสาน เลือกใช้ตามที่กลุ่มเป้าหมายสามารถเลือกบริโภคได้ ไม่ได้จำกัดสื่อใดสื่อหนึ่งเหมือนในอดีต ที่อาจเป็นการบังคับให้บริโภค แม้จะลำบากใจก็ตาม
นักสื่อสารยุคนี้มีทางเลือกสื่อมากขึ้นและกระบวนการตัดสินใจเร็วกว่าเดิม การพึ่งพาอาศัยในสื่อต่างๆสามารถสอดประสานได้ ดังที่เราเห็นมัลติมีเดียยุคนี้ประสานกันได้กลมกลืนเป็นที่สุด………ฯลฯ”

 อ่านแล้วมึนงงนะ เพราะเป็นภาษาเชิงวิชาการ เอาละผู้เขียนจะสรุปให้เข้าใจง่ายๆดังนี้ ปัจจุบันนี้สื่อในการประชาสัมพันธ์มีสองรูปแบบคือ สื่อออฟไลน์ ได้แก่สื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิด แผ่นป้ายโษณาทั้งในสถานที่และนอกสถานที่ (Inside&Billbord) สื่ออีกประเภทหนึ่งคือ สื่ออนไลน์ ได้แก่บรรดาเว็บไซต์ต่างๆ โซเชียลมีเดีย (Social Media) เป็นต้น เครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารอีกอย่างหนึ่งคือ อี-เมล ดังนั้นนักประชาสัมพันธ์ยุคนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับสื่ออนไลน์และมัลติมีเดียให้ใช้งานได้ในระดับหนึ่ง

มิเช่นนั้นท่านอาจจะไม่สามารถสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายในวันนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือเหตุผลสำคัญที่ผู้เขียนต้องมาศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับสื่อออนไน์ แม้ว่าวันนี้จะไม่ได้ทำงานด้านการประชาสัมพันธ์เป็นอาชีพแล้วก็ตาม

เพราะสุภาษิตไทยโบราณกล่าวว่า “รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม” ใช่ใหมท่าน

ใส่ความเห็น

Filed under การประชาสัมพันธ์