Category Archives: ครอบจักรวาล

ชีวิตกับการถ่ายภาพ

หลายคนคงสงสัยและใคร่จะถามผมว่า เพราเหตุใดจึงมาสนใจเรื่องการถ่ายภาพในตอนนี้ ขณะที่อายุเข้าสู่วัยนี้(วัยสูงอายุ) เพราะยังเป็นแนวคิดหรือความเชื่อของคนไทยทั่วๆไปว่า คนสูงอายุหมดสมัยที่จะทำอะไรต่อมิอะไรแล้ว เสมือนจะพูดว่าให้อยู่เฉยๆประมาณนั้นแหละ

แต่ผมกลับมีแนวคิดที่ไม่ค่อยเหมือนใครคือ มีอุดมการณ์ศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ยอมให้ชีวิตนิ่งอยู่กับที่ เพราะโลกวันนี้มีความเจริญก้าวหน้าไปเร็วมาก หากปล่อยชีวินนิ่งอยู่เฉยๆ ไม่ศึกษาเรียนรู้อะไรเพิ่มเติม นอกจากชีวิตจะตกยุคแล้วยังพูดจาเรื่องใหม่ๆกับใครไม่รู้เรื่องอีกด้วย อาทิ ความเจริญก้าวหน้าด้านไอที โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ เป็นต้น

ย้อนกลับมาพูดเรื่องการถ่ายภาพกับชีวิตของผม ความจริงผมสนใจเรื่องกล้องและการถ่ายภาพมานานแล้ว จำได้ว่าสมัยเป็นเด็กเรียนระดับชั้นมัธยมปีที่สาม (ประมาณ พ.ศ. 2495) ผมเคยอดออมค่าขนมกัดฟันซื้อกล้องเบสิคที่เรียกว่า “กล้องบ็อกซ์” มาตัวหนึ่ง ใช้ฟีล์มขาว-ดำถ่าย เพราะตอนนั้นยังไม่มีฟีล์มสี ฟีล์มม้วนหนึ่งถ่ายได้จำนวน 12 รูป ราคาก็นับว่าแพงสำหรับผมตอนนั้นมาก ถ่ายแล้วก็ต้องไปให้ร้านถ่ายรูปที่ตลาดสามพราน ถอดฟีล์มเอาออกมาล้างและอัดบนกระดาษ หากเราถอดฟีล์มออกเองฟีล์มถูกอากาศจะเสีย ร้านถ่ายรูปเขามีห้องมืดสำหรับล้างอัดรูป

เล่นกล้องตัวแรกนี้อยู่ไม่นานก็ต้องเลิก เพราะมันมีค่าใช้จ่ายตลอดเวลา เช่น ค่าฟีล์ม ค่าล้างอัดรูป เป็นต้น และเราเป็นเด็กนักเรียนไม่มีรายได้อื่นๆนอกจากค่าขนมที่ได้รับจากพ่อแม่ ด้วยปัจจัยเช่นนี้แหละจึงมีคนส่วนหนึ่งมักจะพูดว่า เล่นกล้องมีแต่ค่าใช้จ่าย

ต่อมาก็ห่างหายเลิกสนใจเรื่องกล้องและการถ่ายรูปไประยะหนึ่ง เวลาผ่านไปจนถึงวัยทำงาน แต่ก็ยังไม่ได้คิดที่จะซื้อกล้องเพื่อถ่ายรูป เพราะมีเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจมากกว่า จนมาทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ โรงแรมชวลิต (โรงแรมแอมบาสซาเดอร์) ถนนสุขุมวิท ประมาณ พ.ศ. 2515-2520 มีความจำเป็นต้องใช้กล้องถ่ายรูปงานกิจกรรมต่างๆของโรงแรม เพื่อส่งเป็นภาพข่าวลงหนังสือพิมพ์ แต่ก็เป็นระยะสั้นๆอีก เพราะเบิกค่าใช้จ่ายจากทางโรงแรมไม่ได้ เลยต้องมาใช้ช่างภาพอาชีพภายนอกแทน แต่เบิกค่าใช้จ่ายทางโรงแรมได้

นับจากนี้ผมก็ห่างเหิรไม่ได้สนใจเรื่องกล้องและการถ่ายรูปนานมากทีเดียว แต่ก็ยังต้องใช้ภาพถ่ายสำหรับการทำงานเป็นช่วงๆตามความจำเป็น เมื่อเกษียณงานแล้วและสนใจเล่นอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะเรื่องการเขียนบล็อก ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ภาพประกอบเรื่องที่เขียน แม้จะสามารถดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ต่างๆได้ แต่บางครั้งต้องใช้กล้องถ่าย เช่น การไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ เป็นต้น

นี่คือกล้องดิจิตัลตัวแรกที่ซื้อในช่วงหลังมานี้ ประมาณ พ.ศ. 2550 ยี่ห้อ Samsung เป็นกล้องประเภท Compact ซื้อมาโดยไม่มีความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับตัวกล้องเลย เรียกว่าซื้อเพราะอยากซื้อเท่านั้น ราคาประมาณ 7000 กว่าบาท

ใช้ดีพอสมควร เมื่อมีกล้องแบบนี้มา ก็ต้องศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการโหลดภาพลงคอมฯ และการใช้โปรแกรมการย่อภาพ เพราะภาพที่จะลงประกอบบล็อกต้องมีขนาดของภาพไม่เกินขนาดที่ระบบกำหนดไว้

นี่คือการที่ชีวิตเข้ามาพัวพันกับกล้องอีกครั้งโดยความจำเป็น ในขณะที่ผมมีอายุเข้าวัยสูงอายุแล้ว ประมาณเลข 6 ปลายๆใช้กล้องตัวนี้ต่อมาอีกประมาณ 6-7 ปี โดยยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพเลย เรียกว่าถ่ายไปโดยมั่วๆนั่นแหละ พออาศัยว่าพอดูได้และเอาลงประกอบบล็อกได้

มาเมื่อประมาณเกือบปีมานี้ ประมาณเดือนสิงหาคม 2554 นึกอยากได้กล้องตัวใหม่ขึ้นมาอีก จึงตัดสินใจซื้อกล้องมาอีกหนึ่งตัว คราวนี้ซื้อยี่ห้อ Canon G12 เรียกว่าทันสมัยขึ้นมามาก เพราะกล้องรุ่นนี้ของ Canon เพิ่งออกมาไม่นาน และเป็นกล้องตระกูล G ของ Canon ที่มีชื่อเสียง แสดงว่าเริ่มมีความรู้ขึ้นมาบ้างแล้วนะ

ทีนี้ปัญหาก็เกิดขึ้นคือ กล้องตัวนี้แม้มันจะเป็นแบบ Compact แต่ใกล้เคียงกล้อง DSLR เข้าไป มีปุ่มให้ตั้งค่าอะไรต่อมิอะไรมากมาย เลยเป็นแรงกระตุ้นให้ต้องศึกษาเรียนรู้มากขึ้น มิเช่นนั้นก็จะใช้กล้องไม่คุ้มราคา นี่คือที่มาของการต้องเข้าอบรมการถ่ายภาพอีกหลายหลักสูตร

หลังจากที่ซื้อกล้องตัวนี้มาใช้ ผมสมัครเข้ารับการอบรมหลักสูตรการถ่ายภาพมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3-4 หลักสูตร รู้จักศัพท์เทคนิคการถ่ายภาพ เช่น รูรับแสง ความเร็วชัตเตอร์ ISO การถ่ายภาพแบบชัดลึกชัดตื้น ฯลฯ เป็นต้น

ซึ่งเมื่อก่อนนี้ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย ก่อนที่ผมจะมาเล่นกล้องอย่างจริงๆจังวันนี้ ผมชอบถ่ายรูปจากมือถือ ซึ่งง่ายและสะดวกมาก เพราะเทคโนโลยีของมือถือสามารถจะมีฟังค์ชั่นการถ่ายรูปได้ดีและสวยไม่แพ้กล้องคอมแพ็คท์ทีเดียว ยิ่งตอนนี้มือถือประเภทสมาร์ตโฟนและแทบเล็ตกำลังเป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลาย คนส่วนหนึ่งก็ยังใช้ถ่ายรูปด้วยมือถือ เพราะง่ายสะดวกและได้ภาพที่สวยงามไม่แพ้กล้องทั่วไป ที่สำคัญสามารถจะดาวน์โหลดภาพที่ถ่ายขึ้นเว็บฯประเภทโซเชียลเน็ตเวิร์ค เช่น Facebook,Twitter,Google+,Foursquare ได้ทันที ทุกที่ทุกเวลาอีกด้วย

ทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้คือ คำตอบโจทย์ที่ว่า ทำไมผมจึงสนใจมาเล่นกล้องและการถ่ายภาพในวันสูงอายุ ด้วยประการฉะนี้แหละโยม

โฆษณา

2 ความเห็น

Filed under ครอบจักรวาล

พุทธชยันตี 2600 ปีแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

นับเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับพุทธศาสนิกชนชาวไทย ไม่ว่าจะพำนักอยู่ในประเทศไทยหรือต่างประเทศ ที่เทศกาลวันวิสาขบูชาปีนี้ ได้รับการเฉลิมฉลองให้เป็นปีที่ 2600 ปีแห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทางราชการโดยเฉพาะสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดรายการเฉลิมฉลองปีอันเป็นสิริมงคลนี้อย่างยิ่งใหญ่ โดยได้รับความร่วมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเป็นอย่างดียิ่ง

จากข้อมูลของเฟซบุ๊ค ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า

“พุทธชยันตีหมายความว่าอะไร?
พุทธชยันตี โดยรากศัพท์ของคำว่าชยันตีมาจากคำว่า “ชย” คือชัยชนะ อันหมายถึงชัยชนะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีต่อหมู่มารและกิเลสทั้งปวง อย่างสิ้นเชิง อันทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บังเกิดขึ้น ในโลก พุทธชยันตีจึงมีความหมายว่าเป็น” การตรัสรู้” และ “การบังเกิดขึ้น ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า”ด้วย ในปัจจุบันพุทธชยันตียังถูกตีความในความหมายถึงชัยชนะของพุทธสาสนาและชาว พุทธด้วย เช่น การได้รับเอกราชและมีสิทธิในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเป็นครั้งแรกของชาว พุทธในประเทศศรีลังกา การฉลองปีใหม่ชาวพุทธโดยไม่มีเหล้าสุรายาเสพติดสิ่งมึนเมาทั่วทั้งประเทศศรี ลังกา การเอาชนะสิ่งเลวร้ายในสังคมจนทำให้ประเทศศรีลังกามีสถิติอาชญากรรมต่ำมากๆ

2,600 ปีตรัสรู้คำนวนอย่างไร?
สำหรับวาระสำคัญในปีปัจจุบันเนื่องในมหาธัมมาภิสมัย พุทธชยันตี 2,600 ปีแห่งการตรัสรู้นั้น ถ้าถือตามหลักการคำนวณปีพุทธศักราชแบบไทยอยู่ในช่วงระหว่าง วิสาขบูชา 2554 – วิสาขบูชา 2555 ทั้งนี้ ในวันวิสาขบูชา 2554 ที่ผ่านมานี้ (17 พ.ค.2554) เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ครบ 2599 ปีเต็ม และเริ่มเข้าสู่ปีที่ 2,600 แห่งการตรัสรู้ โดยคำนวณจากการนำปีพุทธศักราชที่เริ่มนับหลังจากการปรินิพพาน บวกด้วย 45 อันเป็นจำนวนพรรษาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ดำเนินพุทธกิจ ภายหลังการตรัสรู้จวบจนเสด็จดับขันธปรินิพพาน (สูตรการคำนวณ จำนวนปีการตรัสรู้ = ปี พ.ศ. + 45) ดังนั้นในวันวิสาขบูชาปีพ.ศ.2555 พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้ครบ 2,600 ปีบริบูรณ์ ในประเทศต่างๆ ที่มีชาวพุทธเข้มแข็งได้ประกาศให้มีการเฉลิมฉลองในวาระนี้เป็นเวลา 3 ปี (2553-2555) ดังเช่นในประเทศศรีลังกา พม่า อินเดียเป็นต้นได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองอย่างตื่นตัวและยิ่งใหญ่ ที่สำนักงานใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติ สหรัฐอเมริกา ก็มีการจัดงานฉลองใหญ่ในช่วงวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา สำหรับประเทศไทย ได้มีการจัดงานในระดับภาคประชาชนกว่า 2 ปีที่ผ่านมาในวงจำกัด ส่วนในระดับรัฐบาล สมควรที่รัฐบาลไทยจะประกาศให้มีการเฉลิมฉลองใหญ่ตลอดปีพุทธศักราช 2555 นี้ อย่างเป็นทางการ ฯลฯ”

นอกจากนี้ประเทศต่างๆที่นับถือพระพุทธศาสนาก็ได้ส่งตัวแทนมาร่วมงานทั้งสมณะเพศ และคฤหัสจำนวนหลายประเทศ สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดโปรดเข้าไปอ่านได้ที่เว็บฯของ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ที่

http://www.onab.go.th/index.php?option=com_content&view=category&id=145&Itemid=398

สำนักพิมพ์ DMG โดย คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย ก็เป็นหน่วยงานเอกชนในจำนวนหลายแห่งได้ร่วมจัดกิจกรรมเฉลืมฉลองในวาระสำคัญนี้เช่นกัน

สำหรับผู้ที่สนใจก็สามารถจะติดต่อเข้าร่วมกิจกรรมกับสำนักพิมพ์นี้ได้เช่นกัน และสำหรับผู้ที่พำนักอยู่ในกรุงเทพและปริมณฑล ก็อาจจะเดินทางไปร่วมงานสัปดาห์วันวิสาขบูชาได้ที่ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม – 5 มิถุนายน 2555

ภาพประอบจากเว็บไซต์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
และสำนักพิมพ์ DMG

ใส่ความเห็น

Filed under ครอบจักรวาล

สิ่งของสะสมในชีวิต(อันดับสาม: พระเครื่อง/เหรียญมงคล3)

ตอนนี้น่าจะเป็นตอนสุดท้ายเกี่ยวกับเหรียญมงคล ที่ผมสะสมมาในชีวิต ในวงการสะสมพระเครื่อง เหรียญเกจิอาจารย์ทั้งหลายแล้ว ยังมีเหรียญอีกประเภทหนึ่งที่นิยมสะสมควบคู่กันไปคือ เหรียญที่ระลึก ร.5 และรัชกาลปัจจุบัน พูดถึงเหรียญรัชสมัย ร.5 วงการสะสมเหรียญยอมรับว่ามีจำนวนมากกว่ารัชกาลใดในราชวงศ์จักรี ยกเว้นรัชกาลปัจจุบัน (ร.9)

ทั้งนี้เพราะพระองค์ท่านทรงโปรดในการจัดสร้างเหรียญที่ระลึกในวาระต่างๆ แล้วพระราชทานให้กับข้าราชบริพารและผู้ถวายการรับใช้ใกล้ชิดพระองค์ท่าน

เหรียญที่พระองค์ท่านทรงจัดสร้างในสมัยนั้น ทุกเหรียญกลายเป็นเหรียญหายากในวันนี้ มีสนนราคาค่อนข้างแพงมากๆ และก็ยังมีผู้เสาะแสวงหากันอยู่เสมอ บรรดาผู้ที่นิยมสะสมเหรียญของพระองค์ท่าน ต่างก็นิยมบูชาไว้ที่หิ้งพระหรือติดตัวเสมือนเป็นวัตถุมงคลชนิดหนึ่ง แต่ส่วนมากแล้วไม่กล้าที่จะบูชาติดตัว เกรงว่าจะสูญหาย เพราะบางเหรียญมีเงินเท่าไรก็ไม่สามารถจะซื้อหามาได้ ผมเองมีหนังสือเกี่ยวกับเหรียญของพระองค์ท่านเล่มหนึ่ง เป็นคู่มือสำหรับการเสาะหาสะสม แต่ก็ไม่ค่อยได้พบสักกี่เหรียญ

ส่วนเหรียญของรัชกาลปัจจุบัน ร.9 ก็นับว่ามีจำนวนมากเช่นกัน วันนี้ก็มีผู้สะสมกันจำนวนมาก เพราะยังหาได้ง่าย แม้บางเหรียญวันนี้จะมีราคาค่อนข้างสูงมากแล้ว เช่นเหรียญพระมหาชนก แต่ต้องเป็นชุดใหญ่ที่จัดสร้างครั้งแรก แจกพร้อมกับหนังสือ มีสามประเภทคือ เหรียญเงิน นาก และทองคำ

ผมเคยไปถามซื้อแถวร้านจีเวลลี่ ราชประสงค์ ชุดใหญ่สามเนื้อตามที่กล่าวมา ราคาชุดละ 90,000 บาทรูปข้างบนนี้คือ เหรียญพระมหาชน เนื้อเงิน ตอนนี้ราคาหลายหมื่นบาทแล้ว นอกจากนี้ยังมีเหรียญที่ระลึกในวาระสำคัญต่างๆ จัดสร้างโดย กรมธนารักษ์ ยังสามารถจัดหาได้จำนวนมากมายหลายสิบรุ่น

ท่านที่สนใจควรจะรีบจัดหามาบูชาและสะสมไว้ นานไปท่านอาจจะหาไม่ได้ เช่นเดียวกับเหรียญ ร.5

กรมธนารักษ์ผู้จัดสร้างเหรียญรัชกาลปัจจุบัน ได้แบ่งประเภทเหรียญออกเป็น 2 ชนิดคือ เหรียญกษาปต์ ที่ใช้เป็นเงินตราในปัจจุบัน เช่นเหรียญราคา 10 สต. 25 สต. 50 สต. 1 บาท 2 บาท 5 บาท และ 10 บาท เป็นต้น

เหรียญอีกชนิดหนึ่งคือเหรียญที่ระลึกเนื่องในวาระและโอกาสสำคัญๆ เช่น ที่ระลึกครบรอบ 80 ปี กรมสรรพากร ฯลฯ เป็นต้น

ใส่ความเห็น

Filed under ครอบจักรวาล

สิ่งของสะสมในชีวิต(อันดับสาม:พระเครื่อง/เหรียญมงคล2)

หลังจากที่ผมออนไลน์เรื่องนี้ตอนที่ 1ไปแล้ว ก็มีอีเมลจากมิครรักแฟนคลับมาถาม 2-3 เรื่อง เป็นเรื่องที่ผมต้องตอบ แต่จะตอบเป็นการส่วนตัวกับคนที่ถาม ก็เกรงว่าอาจจะมีคนอื่นที่สงสัย แต่ไม่ถามตามธรรมเนียมของคนไทยที่ดี จึงนำมาตอบที่ตรงนี้ซะเลย เพื่อจะได้อ่านทั่วๆกันอีกครั้ง ดังนี้

1. ศึกษาก่อนสะสม นั้น จะศึกษาจากอะไร

ตอบ การศึกษานั้นมีทางทำได้หลายอย่าง เช่นการอ่านจากหนังสือเกี่ยวกับพระเครื่องที่ตนสนใจ หรือจะติดตามอ่านข่าวคราวเกี่ยวกับพระเครื่องได้จาก นสพ.รายวันเกือบทุกฉบับ อาทิ ไทยรัฐ เดลินิวส์ คมชัดลึก ข่าวสด (และเฉพาะฉบับวันเสาร์หรือวันอาทิตย์) เป็นต้น

อ่านนิตยสารเกี่ยวกับพระเครื่องที่มีวางจำหน่ายตามแผงหนังสือเกือบยี่สิบรายชื่อ อาทิ ลานโพธ์ ฯลฯ เป็นต้น

การศึกษาอีกแบบหนึ่งคือการได้ดูพระเครื่องที่แท้และหลากหลาย วิธีนี้อาจจะมีข้อจำกัดเพราะคนที่มีพระเครื่องแท้และหายาก มักจะไม่ยอมให้คนอื่นดู ส่วนการที่จะไปดูตามแผงพระเครื่องทั่วๆไป คนขายก็มักจะซักถามจู้จี้ จนเรารำคาญไม่อยากดู ส่วนแผงที่วางแบกะดินดูได้ตามสบาย ก็อาจจะเป็นพระเครื่องเลียนแบบ และไม่อยู่ในความนิยมของวงการ

2. พระเครื่องเบญจภาคีคืออะไร

คือพระเครื่องชั้นดี เก่า แท้ และหายาก ที่เซียนพระเครื่องสมัยก่อนจัดไว้เป็นชุด จำนวน 5 องค์(เบญจ แปลว่าห้า) คือ พระสมเด็จฯที่จัดสร้างโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรมรังสี) พระรอด (พระกรุ) พระซุ้มกอ(ทุ่งเศรษฐี) พระผงสุพรรณ พระนางพญา รวม 5 องค์ สนนราคาวันนี้อาจจะถึงร้อยล้านบาท ถ้าแท้ สวย

เคยมีเซียนพระรุ่นก่อนพยายามจะจัดทำเนียบเหรียญเบญจภาคีเหมือนกัน แต่ไม่มีคนนิยมเลยเลิกลากันไป

3.เห็นคนดังและนักธุรกิจมีชื่อเสียง คล้องพระสมเด็จกันเกร่อ แท้หรือเลียนแบบ

เรื่องนี้ตอบค่อนข้างยาก เพราะคนที่คล้องพระสมเด็จทุกคนก็มั่นใจว่าเป็นพระสมเด็จแท้ๆ ที่จัดสร้างโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรมรังสี) ด้วยกันทั้งนั้น

ขอเรียนว่าพระสมเด็จแท้ๆนั้นสร้างขึ้นเมื่อประมาณร้อยกว่าปีมาแล้ว พ.ศ. 2415 และวัดระฆังโฆสิตารามได้จัดสร้างพระสมเด็จขึ้นอีกชุดหนึ่ง เมื่อ พ.ศ. 2515 เพื่อเป็นที่ระลึกครบรอบ 100 ปี วันนี้ก็หายากแล้ว และมีราคาค่อนข้างสูงเหมือนกัน

สมัยที่สมเด็จฯโต สร้างนั้น ท่านสร้างด้วยมือ วันละไม่กี่องค์ และแจกจ่ายชาวบ้านไปทุกวัน พระสมเด็จตอนนั้นยังไม่มีใครเคารพศรัทธามากนัก อาจจะสูญหายไปก็มี หรือแตกหักชำรุดไปตามธรรมชาติ ถามว่าจะมีหลงเหลือมาถึงวันนี้สักกี่องค์?

หลายท่านอาจจะแย้งว่า สมเด็จฯท่านสร้างขึ้นไว้หลายสำนัก เช่นที่วัดเกษไชโย อ่างทอง วัดใหม่ บางขุนพรม เป็นต้น คงจะมีหลงเหลือมาถึงวันนี้จำนวนไม่น้อยนะ

แต่ท่านอย่าลืมว่าพระสมเด็จที่อยู่ในคอของคนดังและนักธุรกิจมีชื่อเสียงนั้น ล้วนแต่อ้างว่าเป็นพระสมเด็จวัดระฆัง ทั้งนั้น

เป็นปัญหาโลกแตกครับ จบข่าว…..

วันนี้คนที่นิยมสะสมพระเครื่องล้วนแต่มีความเชื่อ(เป็นส่วนตัว)ทั้งนั้นว่า พระเครื่องของตนแท้แน่นอน มีประวัติที่มาที่ไป(ตามที่คนขายเล่าให้ฟัง)เชื่อถือได้ทั้งนั้น

ผมอยากจะฝากแนวคิดสำหรับท่านที่เป็นมือใหม่หัดสะสมว่า พระเครื่องหากจะคิดว่าเป็น”สินค้า”ประเภทหนึ่ง ก็เป็นสินค้าที่มีคุณสมบัติพิเศษแตกต่างจากสินค้าทั่วไปในโลกคือ มีราคาจะแพงหรือถูกอยู่ที่คนขายและคนซื้อถูกใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย หากไม่ถูกใจราคาจะถูกเพียงใด คนซื้อก็ไม่สนใจ ไม่มีมาตรการอะไรจะมาวัดคุณค่าหรือราคาตรงนี้ได้

แม้แต่ สคบ.ก็เถอะ ยังไม่สามารถจะมาควบคุมการซื้อขายพระเครื่องได้

ใส่ความเห็น

Filed under ครอบจักรวาล

สิ่งของสะสมในชีวิต(อันดับสาม:พระเครื่อง/เหรียญมงคล 1)

สิ่งสะสมอันดับสามนี้ต้องเริ่มสมัยทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ โรงแรมชวลิต (โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ สุขุมวิท) ประมาณ พ.ศ. 2515

จำได้ว่าเวลาทานข้าวกลางวันในค๊อฟฟี่ชอปของโรงแรม มีเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งชื่อ คุณปิยะ ตำแหน่งหัวหน้าฝ่าย รปภ.(ยาม สมัยนั้น) มักจะนัดเพื่อนของเขามาดื่มกาแฟ และพูดคุยกันเรื่องพระเครื่อง พร้อมกับเอากล้องขยายอันเล็กๆมาส่องดูพระเครื่องของกันและกันอย่างเพลิดเพลิน

วันหนึ่งผมถามเขาว่าทำอย่างไรผมจะมีความรู้เรื่องพระเครื่องบ้าง เขาตอบผมว่า ไม่ยาก หากสนใจเขาจะแนะนำให้ คุณปิยะจึงถือว่าเป็นครูผมคนแรกในการสะสมพระเครื่อง ของผม

คำพูดอมตะของเขาคือ ศึกษาก่อนสะสม

นับจากนั้นเป็นต้นมานานถึง 30 กว่าปี (ถึง พ.ศ. 2553) ผมก็หมกมุ่นอยู่กับการศึกษาและสะสมพระเครื่อง หมดเงินไปหลายแสนบาท อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นกิจกรรมสะสมที่ผมใช้เงินไปมากที่สุดในชีวิต (ยกเว้นนักสะสมระดับไฮโซที่เขาสะสมรถยนต์หรูๆราคาแพง นาฬิการะดับดีดี ฯลฯ)

แต่อย่างไรก็ตามการสะสมพระเครื่อง มันเป็นศาสตร์และศิลป์ จริงๆ หากไม่มีความรู้จริง ไม่มีประสบการณ์เพียงพอ อาจจะทำให้ท่านเสียเวลาและเสียเงินไปอย่างมหาศาลก็ได้

ผมเองขนาดยึดถือหลัก “ศึกษาก่อนสะสม” แล้วก็ยังพลาดจนได้ แม้จะไม่บ่อยนัก ไม่มากนัก คิดแล้วก็อดที่จะเสียดายไม่ได้

ในวงการพระเครื่องเขาจะแย่งประเภทพระเครื่องออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ พระกรุ และพระเกจิอาจารย์

พระกรุนั้นหมายถึงพระเครื่องที่บรรดาเกจิอาจารย์รุ่นโบราณสร้างแล้ว บรรจุไว้ในสถูปเจดีย์ นัยว่าเพื่อเป็นการสืบสานพระพุทธศาสนาว่า ดินแดนแห่งนี้เคยนับถือพระพุทธศาสนา เช่นพระเครื่องดังๆราคาแพงๆ อาทิ พระสมเด็จวัดบางขุนพรม พระเครื่องตามกรุต่างๆในอยุธยา ฯลฯ เป็นต้น

พระเกจิอาจารย์หมายถึงพระเครื่องที่จัดสร้างขึ้นโดยพระเกจิอาจารย์ที่มีอาคมขลัง สร้างแล้วก็แจกจ่ายให้ลูกศิษย์ลูกหาเอาไปไว้ป้องกันตัวจากภยันตรายทั้งหลาย พระเกจิอาจารย์ยังแบ่งเป็นยุคก่อน พ.ศ. 2500 และหลัง พ.ศ. 2500 ลงมา อาทิ หลวงปู้แหวน สุจินโน วัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่ หลวงพ่อเกษม เขมิโก สุสานไตรลักษณ์ ลำปาง ฯลฯ เป็นต้น

ส่วนพระเกจิอาจารย์ยุคหลัง พ.ศ. 2500 ลงมาที่มีชื่อเสียงและมีผู้นิยมสะสมพระเครื่องของท่านก็มี ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ วัดเทพศิรินทร์ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ท่าพระ หลวงปู้ทิม วัดละหารไร่ ระยอง หลวงพ่อคูณ ราชสีมา ฯลฯ เป็นต้น

ไม่ว่าพระเครื่องจะเป็นพระกรุหรือพระเครื่องจัดสร้างโดยพระเกจิอาจารย์ก็ตาม ยังมีการแบ่งประเภทวัสดุที่นำมาสร้างพระเครื่องอีกด้วย เช่น เนื้อดิน เนื้อผง เนื้อโลหะ เป็นต้น

ดังนั้นผู้ที่จะสะสมพระเครื่องไม่ว่าจะแนวไหน จะต้องมีความรู้ในเบื้องต้นเหล่านี้ก่อน โดยการดูพระเครื่ององค์จริง(พระแท้) มามาก จนสามารถจะแยกแยะออกว่าองค์ไหนเป็นพระแท้ หรือพระเลียนแบบ

อาณาจักรของผู้นิยมสะสมพระเครื่องในประเทศไทยค่อนข้างจะกว้างขวาง กล่าวได้ว่าชายไทยที่นับถือพุทธศาสนา เมื่อโตขึ้นมามักจะนิยมเอาพระเครื่องไว้กับตัว ด้วยเหตุนี้การสะสมพระเครื่องจึงกลายเป็นพุทธพาณิชย์ไปโดยปริยาย สร้างความสับสนวุ่นวายให้กับผู้สนใจนิยมพระเครื่องเป็นอย่างมาก

ตลาดพระเครื่องที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอยู่ที่ท่าพระจันทร์ รู้จักกันในชื่อ “สนามพระท่าพระจันทร์” ตลาดพระเครื่องแห่งนี้เป็นที่รวมของผู้ทำมาหากินเกี่ยวกับการซื้อขายพระเครื่อง พระบูชา วัตถุมงคลทุกชนิด มีทั้งผู้ที่ค้าขายโดยสุจริตและบรรดามิจฉาชีพที่แฝงตัวอยู่ใสถานที่แห่งนี้ จนได้รับการบอกขานกันว่า เป็นแหล่งอัตรายสำหรับมือใหม่หัดสะสมพระเครื่อง

สถานที่ซื้อขายพระเครื่องอันดับรองลงมาอยู่ที่ชั้นสาม ห้างพันทิพย์พลาซ่า งามวงศ์วาน สถานที่แห่งนี้หรูหรา ร้านจำหน่ายพระเครื่องมักจะตกแต่งสวยงาม สมกับตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าทันสมัย ผู้ดำเนินธุรกิจซื้อขายพระเครื่องในห้างนี้ล้วนมีชื่อเสียงระดับเซียน(กูรูู)วงการพระเครื่อง แต่ก็มีมือรองลงมาด้วยเหมือนกัน ว่ากันว่าหากซื้อพระเครื่องจากที่นี่แล้ว ผู้ขายจะรับประกันโดยปริยายว่า หากมีปัญหาอย่างไรมาคืนได้ (แต่จะได้รับเงินคืนเต็มจำนวนหรือไม่ แหล่งข่าวไม่ได้แจ้งไว้)

เมื่อไม่นานมานี้เกิดปรากฏการณ์แฟชั่นพระเครื่องทางภาคใต้ (นครศรีธรรมราช)คือ จตุคามฯ สร้า

งความร่ำรวยและความเสียหายให้กับผู้เกี่ยวข้องไปมากมาย ว่ากันว่าสนนราคาพระเครื่องจตุคามตอนกำลังโด่งดังสุดๆ ราคาองค์ละเป็นแสนบาท พอความนิยมลดลงเหลือราคาเพียงแค่หลักร้อยเท่านั้น

โดยสรุปแล้ว ผมใคร่เรียนให้ทราบว่า การสะสมพระเครื่องนั้น ท่านจะต้องมีคุณสมบัติหลักๆคือ ศึกษาก่อนสะสม และมีความรู้และประสบการณ์ดีพอ ไม่ตื่นเต้นไปตามกระแส

โปรดอย่าลืมว่าเงินของท่านนั้นแท้ หากเช่าซื้อพระเครื่องที่ไม่แท้มา นอกจากท่านจะเสียใจแล้วยังเสียเงินอีกด้วย

ตอนต่อไปผมจะนำเรื่อง เหรียญมงคล ที่จัดสร้างโดยพระเกจิอาจารย์ต่างๆมาคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกับท่าน เหรียญมงคลหรือเหรียญเกจิอาจารย์ถือว่าเป็นวัตถุมงคลเช่นเดียวกับพระเครื่องเหมือนกัน เหรียญดังๆที่นิยมสะสมกัน ว่ากันว่าราคาเป็นแสนบาททีเดียว

โปรดพบกันตอนหน้าครับ สวัสดี

ปิดความเห็น บน สิ่งของสะสมในชีวิต(อันดับสาม:พระเครื่อง/เหรียญมงคล 1)

Filed under ครอบจักรวาล

สิ่งของสะสมในชีวิต(อันดับสอง:แสตมป์)

พูดถึงเรื่องการสะสมแสตมป์เหมือนกับจะเอามะพร้าว(ห้าว)มาขายชาวสวน เพราะการสะสมแสตมป์ได้รับการยกย่องว่าเป็นการสะสมระดับสากล เพราะแสตมป์เป็นสิ่งของที่นิยมสะสมกันทั่วโลก เกือบจะพูดได้ว่าผู้สะสมเป็นผู้ที่มีอายุเกือบจะทุกวัย

หากจะพูดเชิงวิชาการว่ามีวิธีการสะสมอย่างไร ควรจะสะสมแบบไหน ใช้อุปกรณ์อะไรในการสะสมบ้าง ก็จะต้องพูดกันยาวมาก เกรงว่าเนื้อที่ตรงนี้จะไม่พอในการเขียน

ฉะนั้นผมจึงจะเขียนในแนวของผมคือ ผมเริ่มสนใจแสตมป์และสะสมมาตั้งแต่เมื่อไร

ต้องเริ่มสมัยที่ผมทำงานหอสมุดแห่งชาติ(เก่า)หลังวัดมหาธาตุฯ ตรงข้ามสนามหลวง พ.ศ. 2505

เพื่อนร่วมงานของผมคนหนึ่งชื่อ พจน์ (จำนามสกุลไม่ได้แล้ว) เคยถามผมว่าสนใจสะสมแสตมป์ใหม ผมก็ถามว่าสะสมอย่างไรล่ะ เพราะเคยเห็นแสตมป์ที่ใช้ในการติดจดหมายส่งทางไปรษณีย์ แต่ไม่ทราบว่ามีการสะสมด้วย

เพื่อนคนดังกล่าวจึงเอาอัลบั้มมาให้ดูหนึ่งเล่ม มีความหนาพอสมควร ในอัลบั้มนี้มีช่องสำหรับติดแสตมป์จำนวนมากมาย หลากหลายรูปแบบ ซึ่งแสตมป์ในอัลบั้มนี้ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

แสตมป์ที่ผมโพสต์มาให้ดูนี้เป็นเพียงภาพแสตมป์ตัวอย่างเท่านั้น ไม่ใช่แสตมป์ที่อยู่ในอัลบั้มของเพื่อนตามที่เล่ามาข้างต้น

ผมได้รับการแนะนำจากเพื่อนว่าจะเริ่มต้นสะสมแสตมป์อย่างไร จะหาแสตมป์ได้จากที่ไหน มีวิธีการเก็บรักษาให้อยู่ในสภาพที่ดีตลอดไปอย่างไร

เมื่อท่านสนใจการสะสมท่านควรทราบด้วยว่า “ตราไปรษณียากร หรือ แสตมป์” คืออะไรและมีกี่ประเภท ทั้งนี้เพื่อท่านจะได้กำหนดแนวทาง ในการสะสมได้อย่างถูกต้อง

ตราไปรษณียากร หรือ แสตมป์ คือบัตรตราใดๆ ที่การสื่อสารแห่งประเทศไทย (สมัยก่อนชื่อกรมไปรษรีย์และโทรเลข) ได้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการชำระค่าไปรษณียากรและค่าธรรมเนียมไปรษณีย์ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ

1.แสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์ รัชกาลปัจจุบัน เป็นแสตมป์ที่พิมพ์จำหน่ายอยู่เป็นประจำ มีการพิมพ์เพิ่มเติมเพื่อให้เพียงพอในกิจการไปรษณีย์แสตมป์เก่าที่ปัจจุบันหายากแล้ว และทราบว่าสนนราคาก็ค่อนข้างแพงมาก

2.แสตมป์ที่ระลึก เป็นแสตมป์ที่มีภาพสวยงาม จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสและวันสำคัญรวมถึงวาระพิเศษอื่นๆ เช่น วันกาชาด วันสื่อสารแห่งชาติ  50 ปีธนาคารแห่งประเทศไทย  เครื่องถ้วยเบญจรงค์ สัปดาห์สากลแห่งการเขียนจดหมาย ดอกบัว อนุรักษ์มรดกไทย ฯลฯ แสตมป์ที่ระลึกจะไม่มีการพิมพ์เพิ่มเติมอีก แม้ว่าจะจำหน่ายหมดไปแล้ว จึงเป็นแสตมป์ที่นิยมสะสมกันมาก

 

นอกจากประเภทการสะสมแสตมป์หลักๆ 2 ประเภทตามที่กล่าวมาแล้ว ปัจจุบันยังมีการสะสมแสตมป์ที่ยังไม่ได้ใช้ด้วย (ซึ่งแต่เดิมนิยมสะสมเฉพาะแสตมป์ที่ใช้แล้ว)

การสื่อสารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการพิจารณาและจัดพิมพ์แสตมป์ทุกประเภทออกมาใช้ในกิจการไปรษณีย์และเพื่อการสะสมของนักสะสมแสตมป์

โดยมีการจัดงานสัปดาห์สากลแห่งการเขียนจดหมายเป็นประจำทุกปี ซึ่งงานนี้จะมีแสตมป์มากมายหลากหลายมาจำหน่ายในงานนี้ รวมทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ในการสะสมแสตมป์ เช่น อัลบั้มเก็บแสตมป์ ฯลฯ เป็นต้นโดยสรุปแล้วการสะสมแสตมป์เป็นกิจกรรมการสะสมที่ยังน่าสนใจและเป็นสากล เพราะเรื่องราวบนแสตมป์ล้วนแต่มีเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งผ่านการพิจาณาคัดเลือกและจัดพิมพ์อย่างสวยงาม สนนราคาก็ไม่แพง สามารถจะเก็บสะสมได้ทุกที่ทุกเวลา

สำหรับผมเองนั้นวันนี้แม้จะไม่เก็บสะสมอย่างจริงจังแล้ว แต่ก็ยังเก็บสะสมไว้จำนวนหลายเล่ม(อัลบั้ม)

ใส่ความเห็น

Filed under ครอบจักรวาล

สิ่งของสะสมในชีวิต(อันดับแรก:หนังสือ)

“สิ่งของสะสม” น่าจะหมายถึงการที่เรามีสิ่งของอะไรต่างๆที่เป็นชนิดเดียวกันเพิ่มพูนมากขึ้น จะโดยเจตนาแสวงหามาเพิ่มหรือไม่เจตนาก็ตาม เช่น หนังสือ แสตมป์ นาฬิกา กล้องถ่ายรูป ฯลฯ เป็นต้น

เชื่อว่าทุกคนคงจะมีสิ่งของตามที่กล่าวมาในวรรคต้น ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม ในชีวิตของผมที่ผ่านมาผมเคยมีสิ่งของที่เรียกว่า “สะสม” น่าจะเป็นหนังสือเป็นประเภทแรก สมัยที่ยังเรียนชั้นมัธยม หนังสือที่ซื้อหามาอ่านและเก็บไว้จำนวนมากคือ หนังสือชุดสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน แต่งโดย ป.อินทรปาลิต นักเขียนยอดนิยมของผู้อ่านเมื่อประมาณ 50-60 ปีที่แล้ว ชุดต่อมาคือหนังสือประเภทเสือ(ผู้ร้าย)ในสมัยก่อน เช่น เสือใบ เสือดำ เสือฝ้าย และเสือมเหศวร เป็นต้น

หลังจากที่ซื้อหนังสือของ ป.อินทรปาลิตมาอ่านตามแนวที่ชอบจนหมดแล้ว ก็พัฒนามาซื้อหนังสือแนวสารคดีในสมัยนั้นมาอ่าน เช่น ชุดหนังสือของ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เช่นเรื่อง ห้วงมหรรณพ ถกเมร คึกฤทธิ์พูด แนวนวนิยายไผ่แดง ฯลฯ เป็นต้น

และยังซื้อหนังสือของ รงค์ วงษ์สวรรค์ นักเขียนยอดนิยมใน พ.ศ. 2500 มาอ่านเกือบครบทุกเล่ม เช่น ใต้ถุนป่าคอนกรีต หัวใจมีตีน และหนังสือชุดที่ออกเป็นรายเดือนรูปเล่่มพ็อกเก็ตบุคชื่อเพราะๆ

 หนังสืออีกชุดหนึ่งที่ไม่กล่าวถึงถือว่าไม่ใช่หนอนหนังสือคือ ชุดเหมืองแร่ ของ อาจินต์ ปัจพรรค์ ยุคที่ อาจินต์พิมพ์เอง ขายเอง ราคาโอเลี้ยงแก้วเดียว (5 บาท)

ในสมัยที่สนามหลวงยังเป็นตลาดนัด ก่อนที่จะย้ายมายังสวนจตุจักร สนามหลวงด้านอนุสาวรีย์แม่ธรณีย์บีบมวยผม จะมีซุ้มขายหนังสือเก่าจำนวนเกือบสิบซุ้ม มีหนังสือเก่าหายาก ขายในราคาไม่แพง บริเวณนี้จะเป็นที่รวมของคนชอบหนังสือ(เก่า) ที่วนเวียนมาหาซื้อหนังสือ(เก่า)ที่ตนสนใจกันเป็นประจำ บางคนก็เอาหนังสือเก่าที่เบื่อแล้วมาขาย เพื่อซื้อหนังสือเล่มที่ถูกใจกลับไปอ่าน วนเวียนเป็นวัฏจักรกันอยู่เช่นนี้

ผมก็เป็นหนึ่งในจำนวนคนที่แวะเวียนมาหาซื้อหนังสือเก่าเป็นประจำ หนังสือเก่าอีกประเภทหนึ่งที่จัดพิมพ์ใหม่ในชื่อ “หนังสือแจกงานศพ” ก็เป็นหนังสืออีกประเภทหนึ่งที่ผู้คนนิยมสะสมกันมาก บางงานหากเจ้าภาพมีฐานะดีก็จะจัดพิมพ์หลายเล่ม รวมเป็นชุดสำหรับแจกแขกที่มาร่วมงาน พิมพ์อย่างประณีตสวยงาม น่าเก็บรักษาไว้ หากผู้ตายเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียง มียศฐาบรรดาศักดิ์ หนังสือที่แจกในงานก็เป็นหนังสือที่คนสนใจกันมาก ต่อมาอาจจะกลายเป็นหนังสือหายากไปก็มี

หนังสือแจกงานศพผมยังเก็บสะสมไว้จำนวนมากพอสมควร เพิ่งจะบริจาคให้ห้องสมุดโรงเรียนไปเมื่อเร็วๆนี้ ปัจจุบันนี้ผมก็เลิกลาการซื้อหนังสือมาอ่านและสะสมแล้ว เนื่องด้วยมีปัญหาเรื่องสายตาไม่ปกติ

รวมเวลาที่(คิดว่า)สะสมมานานประมาณ 50-60 ปี จำนวนหนังสือน่าจะเป็นพันๆเล่ม ในสมัยที่ยังไม่มีฐานะพอจะมีบ้านของตนเอง ต้องเร่ร่อนไปเช่าบ้านอยู่ตามที่ต่างๆ ปัญหาที่ลำบากที่สุดคือการแพ็คหนังสือขนย้ายไปมา

ณ วันนี้ผมขายหนังสือเก่าจำนวนหนึ่งไปบ้างแล้ว บางส่วนก็ยังเก็บรักษาอยู่ รวมๆแล้วก็หลายร้อยเล่มนะ

ตอนหน้ามาพบกันเรื่องสะสมแสตมป์ ซึ่งเป็นงานสะสมชุดที่สองในชีวิตผม สวัสดีครับ

ใส่ความเห็น

Filed under ครอบจักรวาล