Category Archives: ครอบจักรวาล

กาแฟ : เครื่องดื่มสากลไรัพรมแดน

เชื่อว่าทุกวันนี้กาแฟเป็นเครื่องดื่มสากลไร้พรมแดน ที่ได้รับการนิยมดื่มกันทั่วโลก ยากที่จะหาเครื่องดื่มใดๆมาแย่งชิงตำแหน่งนี้ไปไปได้ ไม่ว่าจะเป็นเวลานี้หรือเวลาในอนาคต นับตั้งแต่กาแฟถูกค้นพบโดยบังเอิญจากคนเลี้ยงแกะเมื่อหลายร้อยปีก่อน

กาแฟได้รับการพัฒนาขึ้นมาเป็นเครื่องดื่มสากล ที่ผู้คนทั่วโลกไม่ว่าจะเพศใดอาชีพอะไร นิยมดื่มกันอย่างแพร่หลาย ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นสินค้าที่มีแบรนด์มูลค่าหลายพันล้านบาท สร้างงานและรายได้ให้คนทั่วโลก นั่นคือ

สตาร์บัค เป็นแบรนด์ของเครื่องดื่มกาแฟ ที่เจ้าของเขาบอกพนักงานขายของเขาทุกสาขาทั่วโลกว่า สตาร์บัค ไม่ได้ขายกาแฟแต่ขายความสุข ความสะดวกของลูกค้า เมื่อเข้ามานั่งดื่มกาแฟในร้านทุกสาขาทั่วโลก เป็นมาตรฐานเดียวกันหมด

นอกจากนี้กาแฟยังเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับการออกแบบหลากหลายชนิด ในโลกของอินเตอร์เน็ต ซึ่งยังไม่มีเครื่องดื่มชนิดใดเทียบเทียมได้ เรามาดูตัวอย่างกัน

และยังมีอีกมากมายหลากหลายรูปแบบ ไม่สามารถจะนำมาให้ดูกันได้หมด คราวนี้คงเชื่อกันสนิทใจว่า กาแฟเป็นเครื่องดื่มสากลไร้พรมแดนจริงๆ

เข้านี้คุณดื่มกาแฟแล้วหรือยัง

ใส่ความเห็น

Filed under ครอบจักรวาล

การเตรียมความพร้อมด้านการศึกษาของประเทศไทย เพื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียน พ.ศ. 2558

ผมได้มีโอกาสฟังปาฐกถาพิเศษ โดย ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน จากงานเสวนาเรื่อง “พลเมืองไทยในประชาคมอาเซียน : ความพร้อมและคุณภาพ” จัดโดยคณะกรรมาธิการการศึกษา ที่ห้องประชุมกรรมาธิการ 306-308 อาคารรัฐสภา 2 เมื่อวันศุกร์ที่ 27 มกราคม 2555

ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ
เลขาธิการอาเซียน

เนื้อหาสาระที่น่าสนใจที่ ดร.สุรินทร์ ปาฐกถาคือ แนวคิดของคนไทย การใช้ภาษาอังกฤษ และการปรับเปลี่ยนด้านการศึกษา

เดิมทีนานมาแล้วคนไทยเรามักจะภาคภูมิใจว่า ประเทศไทยไม่เคยเป็นอาณานิคมของประเทศใด ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านรอบๆเราเช่น พม่า ลาว และเขมร ล้วนแต่เคยเป็นประเทศอาณานิคมมาแล้วทั้งสิ้น

และผลพวงที่เราคนไทยรับรู้คือ พลเมืองของประเทศเพื่อนบ้านตามที่กล่าวมา ล้วนแต่ใช้ภาษาอังกฤษได้ค่อนข้างดี คนไทยเราก็จะมีข้ออ้างว่า ภาษาอังกฤษมิใช่ภาษาแม่ของเรา ดังนั้นจึงมองว่าเป็นภาษาที่สอง ไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร มาวันนี้คนไทยจึงตระหนักว่า แม้แต่การที่เราจะก้าวสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2558 หรือ ค.ศ. 2015 เป็นต้นไป คนไทยเราอาจจะเป็นประเทศผู้ตาม มิใช่ประเทศผู้นำอีกต่อไป

ทั้งๆที่ตามประวัติศาสตร์อาเซียน ไทยเรามีบทบาทเป็นผู้ก่อตั้งขึ้นมา จนวันนี้มีสมาชิกรวมกันถึง 10 ประเทศแล้ว

ดร.สุรินทร์ กล่าวว่าขอให้คนไทยหรือระบบการศึกษาของไทย เปลี่ยนแนวคิดใหม่ว่า ภาษาอังกฤษมิใช่ภาษาที่สอง แต่มันคือ Working Language เป็นภาษาสำหรับการสื่อสาร ภาษาสำหรับการทำงาน มิใช่ในประชาคมโลกทั่วไป แม้ประชาคมอาเซียนที่กำลังจะมาถึงในสามปีข้างหน้า

เรื่องนี้เจ้าภาพใหญ่คือ กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นกระทรวงที่มีบทบาทสำคัญในการปรับเปลี่ยนชีวิตคนไทยในอนาคต บรรดานักการเมืองทั้งหลายที่สนใจกระทรวงนี้ ตามประสบการณ์ที่เคยทำงานเป็น สส.มา เพราะเห็นว่ากระทรวงนี้เป็นฐานเสียงที่มีพลังทั่วประเทศ มีงบประมาณมหาศาล ขอให้เลิกคิดแบบนี้เสียเถอะ มาช่วยกันพัฒนาให้กระทรวงนี้มีมาตรฐานในการศึกษา มีหลักสูตรที่จะสั่งสอนลูกหลานเราในอนาคตให้มีความรู้ ความสามารถที่จะแข่งขันกับประเทศอื่นๆเขาได้ ขอเพียงในประชาคมอาเซียนเท่านั้น ก็น่าพอใจแล้ว

หากระบบการศึกษาของไทยเรายังเป็นเช่นวันนี้ ก็ทำใจเถอะว่าในประชาคมอาเซียนเราจะต้องเป็นประเทศผู้ตามแน่ๆ และเป็นประเทศผู้ตามที่อยู่อันดับท้ายสุดๆ

ใส่ความเห็น

Filed under ครอบจักรวาล

นามบัตรนั้น สำคัญไฉน

ใส่ความเห็น

Filed under ครอบจักรวาล, ไม่มีหมวดหมู่

ความจำ สิ่งมหัศจรรย์ของสมองมนุษย์

ผมเคยคิดเล่นๆมานานแล้วว่า ทำไมความจำของมนุษย์เรา จึงลืมบางสิ่งและจำบางสิ่งได้ พูดง่ายๆว่าสิ่งที่อยากจะจำกลับลืม สิ่งที่อยากจะลืมกลับจำได้ อาทิ ผมเคยจำเรื่องต่างๆในชีวิตสมัยที่ผมเป็นเด็กๆได้ บางเรื่องมันผุดขึ้นมาในความทรงจำเป็นครั้งคราว คล้ายๆกับว่ากลไกของสมองมันหมุนเวียนความจำนั้นๆขึ้นมาเหมือนเราฉายภาพสไลด์ มีนักวิชาการทางด้านจิตตวิทยาเคยพูดว่า การลืมเรื่องต่างๆของสมองเป็นสิ่งที่ดี มิเช่นนั้นมนุษย์เราจะไม่มีความสุขเลย ถ้าสมองเราไม่ลืมเรื่องอะไรเลยในชีวิต มันคงสับสนวุ่นวายมาก

ในทางกลับกันบางเรื่องเราอยากจะจำ แต่มันกลับลืม โดยเฉพาะผู้สูงอายุทั้งหลาย มักจะลืมเรื่องต่างๆที่พบเห็นในเวลาอันรวดเร็ว จนนักวิชาการเรียกอาการแบบนี้ว่า “ความจำสั้น” แต่ผมกลับไปชอบคำที่คนโบราณเขาเรียกอาการแบบนี้ว่า “ได้หน้าลืมหลัง”

ปัจจุบันนี้ผมมักมีอาการตามที่กล่าวมาบ่อยๆ เช่น ผมเคยใช้โปรแกรมคอมฯบางโปรแกรม อยู่ๆมันกลับลืม หรือบางครั้งไปเข้าอบรมสัมมนามา เพียงวันเดียวกลับลืมบางเรื่องที่รับรู้มา ขอยกคำโบราณมาอ้างอิงอีกวลีหนึ่งคือ “จดดีกว่าจำ” เห็นใหมที่ผมยกคำโบราณมาอ้างอิงทั้งสองอย่างนี้ ผมเคยได้ยินมานานหลายสิบปีแล้ว มันก็ยังจำได้ไม่ลืมเลย

ชีวิตประจำวันของผมส่วนหนึ่งผมจะทำงานด้วยเครื่องคอมฯ เช่นการเข้าดูเว็บไซต์ต่างๆ การเข้าเขียนบล็อกหรือเว็บไซต์ส่วนตัว และบางครั้งการอัพโหลดภาพจากกล้องมือถือหรือกล้องดิจิตัล เพื่อเก็บในไฟล์ภาพในคอมฯ ผมมักจะลืมเป็นบางครั้ง ซึ่งทำให้การทำงานยุ่งยากพอสมควร

เคยมีนักพูดอาชีพบางท่านเคยสอนเรื่องการพัฒนาความจำ ให้สามารถจำเรื่องต่างๆได้ เช่น ชื่อบุคคลที่เคยรู้จัก เบอร์โทรศัพท์ ฯลฯ โดยจะมีหลักการในการอ้างอิงเชื่อมโยงกับสิ่งที่จะจำ เป็นต้น โรคที่เกี่ยวกับความจำและผู้คนกลัวกันมากคือ โรคอัลไซเมอร์ หรือโรคความจำเสื่อมที่มักจะเกิดกับผู้สูงอายุ ที่อันตรายมากๆคือจะไม่สามารถจำอะไรได้เลย แม้กระทั่งชื่อตัวเอง ชื่อบุคคลที่อยู่ใกล้ชิด ไปไหนมักจะหาทางกลับบ้านไม่ได้ ผู้ใกล้ชิดจะต้องดูแลอย่างดี

ผมเคยได้รับคำชมจากผู้คุ้นเคยว่าเป็นผู้ที่มีความจำดีพอสมควร เช่นเวลาคุยเรื่องอะไรกันโดยเฉพาะเรื่องในอดีต ผมมักจำได้เสมอๆไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะผ่านมานานหลายสิบปีแล้ว ผมเคยเขียนอัตชีวประวัติของผมไว้เรื่องหนึ่ง ชื่อ”สานฝันไว้ในอดีต” เริ่มตั้งแต่ผมถือกำเนิดขึ้นมา เข้าเรียนชั้นประถม มัธยม อาชีวศึกษา อายุครบบวช ทำงานครั้งแรกที่ไหน มาถึงงานสุดท้ายที่เกษียณ เรื่องราวทั้งหมดผมจำได้ดีเสมือนเรื่องราวนั้นๆเพิ่งผ่านไปเมื่อวานนี้ นี่คือความมหัศจรรย์ของสมอง แต่ท่านเชื่อใหมว่าเรื่องที่ผมมีความกลุ้มใจวันนี้เกี่ยวกับความจำของผมคือ ผมจำไม่ได้ว่าเอาแผ่นซีดีคู่มือการใช้กล้องดิจิตัลวางไว้ที่ไหน เมื่อประมาณสัปดาห์ที่แล้วนี่เอง

หลายคนเคยปรารภกับผมว่าเขากลุ้มใจ ที่เวลาเขาออกจากบ้านไปธุระเขากลับกังวลใจว่า ปิดไฟฟ้าที่ห้องแต่งตัวแล้วหรือยัง ถอดปลั๊กไฟหม้อต้มน้ำร้อนหรือยัง ฯลฯ อาการแบบนี้หมอทางจิตเวชเขาเรียกว่า อาการย้ำคิดย้ำทำ มันทำให้ชีวิตค่อนข้างสับสนพอสมควร สำหรับผมนั้นพยายามพัฒนาความจำให้มันมีประสิทธิภาพอยู่เสมอ เช่น การใช้งานคอมฯ การใช้มือถือสมาร์ตโฟน เป็นต้น หรืออีกกรณีหนึ่งการพยายามเชื่อมโยงสิ่งที่ต้องทำให้มันสัมพันธ์กัน อาทิ เมื่อจะเสียบหม้อต้มน้ำร้อนไฟฟ้า ก็จะต้องเปิดดูว่ามีน้ำพอหรือไม่ เมื่ออาบน้ำแล้วออกจากห้องก็จะไม่ลืมที่จะปิดไฟในห้องน้ำ ชงกาแฟตอนเช้าแล้วก็ไม่ลืมที่จะถอดปลั๊กไฟฟ้า เมื่อดื่มกาแฟและทานอาหารว่างช่วงเช้าแล้วก็ไม่ลืมจะทานยาประจำตัว โดยไม่ต้องให้คนในครอบครัวมาเตือนอยู่เสมอๆ

การหางานอดิเรกทำบ้างในชีวิตประจำวันก็เป็นวิธีหนึ่งในการพัฒนาความจำ และยังช่วยให้ไม่เหงาในวัยสูงอายุ ฉะนั้นผมจึงมีสโลแกนเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของผมดังนี้คือ “ถ่ายรูป ฟังเพลงเก่า เล่าความหลัง(ความจริงเขียนบล็อก) นั่งเล่นเน็ต” ใครจะนำไปใช้บ้างก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์ครับ

ใส่ความเห็น

Filed under ครอบจักรวาล

ไม่มีใครแก่เกินเรียน ยกเว้นแก่เกินแกง

เพราะผมติดใจวลีที่ว่า “ไม่มีใครแก่เกินเรียน” จึงทำให้ผมต้องพาสังขารของคนวัยสูงอายุไปเข้าหลักสูตรการอบรมต่างๆเสมอมา ถามว่าลำบากใหม? ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า ลำบากพอสมควร ยิ่งอายุมากขึ้นก็มีความลำบากในการเดินทาง ประการสำคัญคือเวลาเข้าหลักสูตรอบรมต่างๆ มักจะจำอะไรไม่ค่อยได้ เรียกว่าความจำสั้น แม้จะจดไว้ก็ตาม เมื่อมาอ่านทบทวนในภายหลังบางเรื่องก็จำไม่ได้ว่าที่จดมานั้นมันเรื่องอะไร (ฮา)

สำหรับวลีที่ว่า “แก่เกินแกงนั้น” คงไม่ต้องอธิบายก็คงได้นะ

เดือนกันยายน 2554 นี้ผมก็พาสังขารของตัวเองไปเข้าอบรมหลักสูตร “การใช้กล้องเบื้องต้นสำหรับมือใหม่” รุ่นที่ 2 จัดโดย ห้อง Canon Club ห้องกล้อง พันทิปดอทคอม ถามว่าไปอบรมทำไม ขอตอบว่าเกิดความบันดาลใจที่จะใช้กล้อง(จริงๆ)กับเขาบ้าง หลังจากที่ใช้กล้องมือถือถ่ายรูปมานานสามสี่ปีแล้ว ก็เพราะความบันดาลใจหรือจะเรียกแบบไม่เกรงใจว่าความอยากที่จะใช้กล้อง จึงลงทุนควักเงินหมื่นกว่าบาทไปซื้อกล้องตัวใหม่มา ชื่อของมันคือ Canon G12

ที่นี้ปัญหาที่ตามมาคือใช้งานกล้องตัวใหม่ไม่เป็น เพราะเคยแต่ใช้กล้องมือถือ ซึ่งใช้ง่ายมากยกขึ้นเล็งสิ่งที่จะถ่าย แล้วกดชัตเตอร์เลยไม่ต้องตั้งค่าอะไรปรับอะไรให้มันวุ่นวายกับชีวิต แต่กล้องตัวใหม่นี้มันคือกล้องจริงๆ จึงต้องตั้งค่านี่ปรับนั่นให้มันวุ่นวายไปหมด

ถ้าไม่ปรับอะไรเลยจะถ่ายได้ใหม ก็ถ่ายได้คือให้กล้องทำงานของมันโดยอัตโนมัติ แต่ภาพที่ออกมาอาจจะเพี้ยนนะ อาทิ ภาพสีเหลืองไปทั้งภาพ ภาพมืดไปหมด เพราะในการถ่ายภาพตามสภาพความเป็นจริงนั้น เราอาจต้องถ่ายในที่ร่มหรือกลางแจ้ง ระบบอัตโนมัติของกล้องมันก็ทำงานของมันไป แต่อาจไม่ถูกใจเรา

หลังจากที่ซื้อกล้องตัวใหม่มาแล้ว อ่านคู่มือที่ติดมากับกล้องแล้ว ก็คิดว่าไม่น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานในระดับหนึ่ง จากข้อมูลที่เคยเข้าไปอ่านในห้อง Canon Club ก็ทราบว่าบรรดามืออาชีพที่เป็นสมาชิกห้องนี้เขาจะจัดอบรมการใช้กล้องเบื้องต้นสำหรับมือใหม่ จึงสมัครเข้าอบรมกับเขาบ้าง ก็ได้ความรู้และประสบการณ์มาในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่จุใจมือใหม่อย่างผม

ต่อมาก็ได้ข้อมูลมาอีกว่า เว็บมาสเตอร์ของ http://www.ohophoto.com คือ อ.ดำรง ค้าเจริญ จะจัดอบรมหลักสูตรการถ่ายภาพเบื้องต้น รุ่นที่ 17 จึงสมัครไปเข้าอบรมกับเขาอีก คราวนี้ก็พอจะรู้แล้วว่า อะไรคือะไร วิทยากรที่ให้ความรู้ในการอบรมบอกกับผู้เข้าอบรมว่า ความรู้ที่ได้รับในวันนี้เพียงพอต่อการใช้งาน(ถ่ายภาพ)เบื้องต้นแล้ว การบ้านที่ทุกคน(ต้อง)ทำคืออ่านทบทวนความรู้และหลักเกณฑ์ที่เรียนวันนี้ให้แม่นยำ และต้อง(ขยัน)ถ่ายภาพเพื่อฝึกปรือฝีมือให้มากๆ เพราะการที่จะถ่ายภาพได้ดีนั้น ทักษะในการถ่ายภาพเป็นเรื่องสำคัญมาก

ทีนี้ก็มาถึงตอนสำคัญคือ ต้องบอกตัวเองว่าต้องขยันถ่าย(ภาพ)มากๆ ไม่ต้องกลัวเปลืองฟีล์มแบบกล้องรุ่นเก่า เพราะมันใช้แผ่นความจำ (เม็มโมรีการ์ด) ตอนนี้ก็ตั้งไฟล์ภาพไว้ในคอมฯสามไฟล์คือ ไฟล์ทดลองถ่ายภาพ ไฟล์ถ่ายภาพงานจริง(งานสัมมนา) ไฟล์ภาพถ่ายทิวทัศน์ ลองมาดูมือใหม่ถ่ายภาพตามที่กล่าวมานะ

ภาพทดลองถ่ายโต๊ะพระพุทธรูปที่บ้าน (มุมทำงานหรือโลกส่วนตัว) พร้อมทั้งตกแต่งภาพเล็กน้อยคือ ใส่ตัวหนังสือและกรอบภาพ

 

 

 

 

 

ภาพงานสัมมนาที่โรงแรมเซ็นจูรี ปาร์ค ภาพนี้ตั้งกล้องถ่ายแบบอัตโนมัติ ก่อนไปเข้าอบรมการใช้กล้องและการถ่ายภาพเบื้องตามที่เรียนมาข้างต้น จะเห็นว่าภาพค่อนข้างมืด

 

 

 

 

ภาพทิวทัศน์ สวนนาคราภิรมย์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าเตียน บริเวณที่เคยเป็นสถานที่คลังสินค้าเดิม เวลาที่ถ่ายประมาณเที่ยงกว่า ท้องฟ้ามืดคลึ้นพอสมควร

 

 

 

 

หลังจากที่ถ่ายทิวทัศน์สวน นาคราภิรมย์แล้ว ก็เดินมาถ่ายที่สวน(วัง)สราญรมณ์ ต่อ อยู่หน้ากองบัญชาการรักษาดินแดน (กรมการรักษาดินแดน) ถนนสนามไชย

 

 

 

 

หวังว่าจากที่นำเสนอภาพมาให้ท่านชมทั้งสามแบบแล้ว ก็คงต้องขยันถ่ายภาพต่อไปอีก ตามที่ อ.ดำรง ค้าเจริญ ท่านแนะนำไว้

นี่แหละครับท่าน “ไม่มีใครแก่เกินเรียน” เว้นแต่ “แก่เกินแกง” ครับท่าน

ใส่ความเห็น

Filed under ครอบจักรวาล

อยากย้อนกลับไปมีวิถีชีวิตแบบเพื่อนเก่า

เมื่อสองสามวันนี้ไปทำกิจธุระที่ตำบลคลองตัน อำเภอกระทุ่มแบน สมุทรสาคร ขากลับแวะไปเยี่ยมเพื่อนเก่าสมัยเรียนชั้นมัธยมด้วยกัน วันนี้เขามีบ้านของเขาอยู่ที่บ้านวังน้ำขาว ตำบลคลองจินดา อำเภอสามพราน นครปฐม

วันนี้เขาใช้ชีวิตแบบสมถะเรียบง่ายเหมือนชาวสวนทั่วๆไปในละแวกบ้านของเขา ไม่มีอุปกรณ์การสื่อสารที่ไฮเทค มีเพียงทีวีรุ่นเก่าๆหนึ่งเครื่องเพื่อดูข่าวสารบ้านเมือง มีโทรศัพท์พื้นฐานหนึ่งเครื่องเพื่อติดต่อกับภรรยาและลูกหลานที่อยู่กรุงเทพ

ผมคุยกับเพื่อนคนนี้ด้วยความสนิทสนม เพราะวัยเดียวกัน เขาเล่าให้ฟังว่าตื่นนอนตอนเช้า หลังจากหาอะไรกินรองท้องแล้ว ก็แต่งตัวอย่างง่ายๆเข้าสวนที่อยู่หลังบ้าน ดูผลหมากรากไม้สารพัดชนิดที่ปลูกไว้ เช่น มะม่วง องุ่น ส้มเขียวหวาน กล้วยน้ำว้า ฯลฯ หลังจากที่เก็บมากินแล้วเหลือก็จะนำไปขายที่ตลาดสามพราน ซึ่งอยู่ไกลจากบ้านเขาประมาณ 10กว่า กิโลเมตร หากยังมีเวลาพอก็จะแวะเยี่ยมเพื่อนเก่าวัยเดียวกันที่ตลาดสามพราน หาซื้อสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันแล้วกลับบ้านสวน การเดินทางจากบ้านของเขาไปตลาดสามพราน สมัยที่ยังมีเรี่ยวแรงดีก็ขับรถมอเตอร์ไซค์ แต่วันนี้ต้องอาศัยรถสองแถวแทน

หลังจากที่คุยถามสารทุกข์สุขดิบกันพอประมาณแล้ว ผมก็ถามว่าอ่านหนังสืออะไรบ้างหรือเปล่า เขาตอบว่านานๆอ่านหนังสือพิมพ์ที่ร้านกาแฟใกล้บ้านสักครั้ง ไม่เคยสนใจอะไรที่อยู่นอกเหนือไปจากวิถีชีวิตประจำวัน ไม่รู้จักคอมพิวเตอร์ ไม่สนใจใช้มือถือ ไม่สนใจเทคโนโลยีต่างๆ ไม่รู้จักเว็บไซต์ ไม่มีอี-เมล หรืออะไรๆที่ไม่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเขา

ผมฟังเขาพูดแล้วก็อดที่จะมานึกถึงตัวของผมไม่ได้ ชีวิตของเขาเหมือนย้อนกลับไปประมาณ 30-40 ปีที่ผ่านมา แต่ชีวิตของผมกลับต้องวิ่งตามเทคโนโลยีสมัยใหม่อยู่ตลอดเวลา ชีวิตประจำวันของผมอาจจะไม่ได้อ่านหนังสืออะไรต่อมิอะไรมากมายเหมือนเมื่อสมัยยังทำงานประจำ แต่กลับต้องมานั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทุกวัน วันละไม่ต่ำกว่า 5-6 ชั่วโมง เช็คอี-เมลทุกวัน อ่านเว็บไซต์ต่างๆ ติดตามข่าวสารเทคโนโลยีใหม่ๆทุกวัน ติดตามเว็บฯสื่อสังคม เช่น เฟซบุ๊ค ทวีตเตอร์ โฟร์สแควร์ ฯลฯ เป็นต้น บางวันก็เขียนเว็บฯส่วนตัวและบล็อก ใช้มือถือสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดคุยกับคนรู้จัก ส่ง เอสเอ็มเอส ให้เพื่อน ดูเว็บบอร์ดเรื่องที่สนใจ เช่น ห้องเกี่ยวกับมือถือ ห้องเกี่ยวกับกล้องดิจิตัล ในเว็บฯพันทิปดอทคอม

ถามว่ามีชีวิตประจำวันแบบนี้สนุกใหม ตอบยากนะ เพราะที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนั้น มันเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว และบางครั้งก็ยังมานั่งคิดเล่นๆว่าเราสูงอายุขนาดนี้แล้ว ทำไมยังต้องมาวิ่งติดตามเทคโนโลยีสมัยใหม่อยู่ทุกวันแบบนี้ ถ้าจะตอบก็คงจะตอบว่ามันเป็นความสุขอย่างหนึ่งในชีวิตวัยนี้นะ มีความสุขที่จะรู้เท่าทันคนสมัยใหม่ว่าเขาคิดอะไร เขาใช้อะไร

แม้กระทั่งการเดินทางไปไหนมาไหน วันนี้ผมก็ใช้พาหนะการเดินทางที่เขาใช้กันคือ รถไฟฟ้า บีทีเอส รถไฟฟ้าใต้ดิน ถ้าไปถามเพื่อนที่อยู่สวนสามพราน เพื่อนมันคงถามว่าคืออะไร เพราะเชื่อว่าในชีวิตของเขามันไม่น่าจะมีอะไรเป็นพาหนะมากกว่าไปกว่า รถมอเตอร์ไซค์หรือรถสองแถวที่วิ่งอยู่ตามตลาดหรือวิ่งเข้าไปในสวน

ผมมีความเชื่อว่าหากเรายังมีชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ๆอย่างกรุงเทพนี้ เราคงต้องเห็นความเจริญสมัยใหม่อยู่เนืองๆ ยกตัวอย่างอีกประมาณไม่เกินสี่ปี บางแคย่านที่ผมอยู่อาศัยมาประมาณ 20กว่าปี ก็จะมีรถไฟฟ้า บีทีเอส ใช้แล้ว ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่คือ สายบางแค-หัวลำโพง

 

แล้วอย่างนี้วิถีชีวิตของผมจะไปเหมือนกับเพื่อนของผมได้อย่างไร นอกเสียว่าผมจะกลับไปใช้ชีวิตแบบเพื่อนของผม แต่มันก็คงเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วผมก็คงใช้ชีวิตแบบชาวเมืองต่อไป แม้ว่ามันดูจะไม่มีความสุขสงบสักเท่าไร

เพราะเราเลือกเกิดไม่ได้ และบางครั้งเราก็เลือกที่จะใช้ชีวิตแบบคนอื่นไม่ได้

 

 

2 ความเห็น

Filed under ครอบจักรวาล

ข้อคิดควรคำนึงจาก นพ.เสนอ อินทรสุขศรี

ผู้เขียนเคยกล่าวเสมอๆว่า “ในดีมีเสีย ในเสียมีดี” เช่นเดียวกับ FWD: ที่ทุกท่านได้รับเป็นประจำวัน โปรดอย่ามองข้ามว่าเป็น เมล์ขยะ หลายฉบับมีเนื้อหาสาระที่ท่านอาจจะไม่เคยอ่านมาก่อนก็ได้ เมื่อสองสามวันมานี้ผู้เขียนได้รับฟอร์เวิร์ดเมล์ จากเพื่อนรุ่นพี่ท่านหนึ่งคือ คุณวิชาคม อำนรรฆมณี อ่านแล้วโดนใจมาก จึงขอนำมาฝากให้ท่านอ่านต่อ โดยเพิ่มรูปประกอบให้ดูน่าอ่านยิ่งขึ้น ส่วนเนื้อหาสาระเป็นของต้นฉบับเดิมทั้งหมด

*ฉันพึงรำลึกถึงชีวิตของตนเองมาตลอดว่า นับแต่ฉันเกิดมา ฉันได้ผ่านวัยทารก วัยเด็ก วัยหนุ่มสาว วัยผู้ใหญ่……  ฉันได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ และอยู่ในครอบครัวที่มีความสุขและความอบอุ่นที่จะได้รับร่วมกับพี่น้องทุกคน…..

        * ฉันได้ผ่านชีวิตมาด้วยดี ได้รับความสำเร็จในการศึกษา ความสำเร็จในชีวิตการงาน… ครอบครัว…. ฉันรำพึงแก่ตัวเองว่าเมื่อฉันเป็นผู้สูงอายุจะได้ปฏิบัติตนให้เป็น “คนแก่” ที่ดีและมีความสุขในบั้นปลายชีวิต……..
            ทั้งสองช่วงชีวิตที่คุณหมอกล่าวมานั้นได้ให้ให้โลกทัศน์ของเราที่มีกับแม่ได้ดี  แต่จะได้ดีไปยิ่งกว่านี้ต้องอ่านข้อคิดของคุณหมอเสนอฯต่อไปอีก
            คุณหมอเสนอกล่าวว่า “เพื่อความสุขในวัยสูงอายุฉันจะประพฤติและปฏิบัติตัวดังนี้…..
        1.เมื่อฉันเข้าสู่วัยสูงอายุ 60-70 ปีขึ้นไป …ฉันจะไม่มัวคิดถึงอายุที่ล่วงเลยไปด้วยความหวาดวิตก  แต่จะคิดว่าฉันก็เป็นคนๆหนึ่งที่ผ่านโลก ผ่านชีวิตมามากพอ เฉลียวฉลาดพอจากการได้รับประสบการณ์ต่างๆมากพอจะให้คุณประโยชน์แก่พวกเด็กๆและคนหนุ่มสาว…ให้คำปรึกษาแนะนำ ให้ข้อคิด จากความชำนาญในชีวิต..ฉันก็จะภาคภูมิใจในตัวฉันเองว่าฉันยังคงเป็นคนมีค่า มีประโยชน์ต่อสังคม…………..
        2. เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ ฉันยังมีความปรารถนาที่จะให้ทุกคนเห็นว่าฉันเป็นคนที่เหมือนคนทั้งหลาย…. เป็นคนๆหนึ่ง เป็นชีวิตหนึ่ง ซึ่งมีความต้องการ มีความพึงพอใจและไม่พึงพอใจเยี่ยงปุถุชนทั้งหลาย  ฉันประสงค์จะให้ทุกคนเข้าใจและเห็นใจฉัน  ดังนั้น ฉันก็จะกระทำตัวให้เป็นเหมือนคนทั่วไป และทำตัวเป็นคนมีค่ามีประโยชน์ต่อสังคมเรื่อยไปเท่าที่ฉันจะสามารถทำได้
        3.เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ ฉันจะไม่คอยรบกวนใคร ๆ เขาจนเกินไป  ฉันไม่อยากให้ใครจะต้องมาคอยห่วง คอยกังวล สงสารฉัน จนเขาไม่เป็นอันทำงานประกอบอาชีพ หรือศึกษาเล่าเรียนใดๆ  ฉันไม่ต้องการรบกวนเวลาและความสุขของคนอื่น ฉันจะพยายามระวังดูแลตัวเอง  จะ ใช้สมองและความคิดของฉันเองตัดสินปัญหาต่าง ๆ ของฉันเอง จะไม่รบกวนให้ใครมาวิตกกังวล ฉันจะเลือกเสื้อผ้าสวมใส่เอง ไปที่ไหนๆ เวลาใดๆเอง…….อย่าได้เอาใจใส่ฉันจนเกินไปเลย…..ฉันจะระวังตัวไม่ทำตัวเป็นคนแสนงอนเหมือนพวกคนแก่ทั้งหลายที่คอยคิดว่าลูกหลานไม่เอาใจใส่ดูแลเรื่องอาหารการกิน….ฉันไม่ชอบที่จะคิดมากเกินไป ในเมื่อลูกหลานเขาก็มีเหตุผลที่ต้องใช้ชีวิตของเขาในด้านต่างๆโดยไม่อาจมาเอาใจใส่ฉันอยู่ตลอดเวลาได้
        4.เมื่อ ฉันเข้าวัยสูงอายุ เวลามีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นแล้ว ฉันก็เหมือนคนอื่นๆทั่วไปที่อยากจะได้คำแนะนำ ให้ข้อปรึกษา หารือฉันบ้าง แต่ก็เฉพาะบางปัญหาและฉันเป็นฝ่ายขอร้อง  ฉันจะไม่อวดดื้อถือดีว่าตัวเองรู้อะไรไปหมดเสียทุกอย่างโดยไม่ต้องพึ่งใคร
      5.เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ ฉันจะคิดอยู่เสมอว่าชีวิตกับงานเป็นของคู่กัน  คนเราไม่ว่าอายุเท่าใด จะต้องทำงาน งานช่วยสร้างความสุขใจได้ ฉันจะไม่มัวมานั่ง ๆ นอน ๆ หรืออยู่นิ่งเฉย
        6.เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ ฉันคิดเสมอว่า “อาย” ไม่ใช่อุปสรรคที่จะทำให้ฉันเลิกเคารพตนเองและผู้อื่น ฉันจะคิดหาทางช่วยผู้อื่นอยู่เสมอในเมื่อมีผู้ต้องการจะให้ฉันช่วยได้ตามความสามารถของฉัน  อายุเป็นเพียงตัวเลขที่ชีวิตล่วงเลยมาตามกาลเวลาเท่านั้น  ฉันจะยังให้ความเคารพตัวเองและผู้อื่นตลอดไป
        7.เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ ฉันจะยังยึดมั่นต่อคำกล่าวที่ว่า “คนเราไม่แก่เกินเรียน”  ดังนั้นฉันจะยังคงศึกษา จะอ่าน  จะเขียน จะเรียนให้รู้ถึงเรื่องต่าง ๆ ให้ได้ความรู้ความคิดแปลก ๆใหม่ ๆ เสมอแล้วจะหาทางเผยแพร่ไปให้ผู้อื่นได้รู้ด้วยต่อไป
        8. เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ ฉันจะหาเวลาที่จะได้พักผ่อนหย่อนใจบ้าง ฉันจะหาความสนุกสนาน  เบิกบานใจให้แก่ตัวเอง ฉันจะมีงานอดิเรกทำ ฉันจะหาเวลาเดิน ท่องเที่ยว ฉันจะไปในงานเลี้ยงของเพื่อน ๆ ไปมาหาสู่คนอื่น ๆ  ฉันจะนึกถึงความสำคัญของการมีเพื่อนที่จะได้สนทนากัน วิพากษ์วิจารณ์เรื่องของโลก ได้สนทนาถึงชีวิตแต่หนหลังที่เคยมีสุข มีทุกข์มา  แต่ฉันจะไม่คอยพูดกับเด็ก ๆ อยู่ตลอดเวลาถึงความแตกต่างในสมัยนี้กับสมัยที่ฉันยังเป็นเด็กหรือหนุ่มสาวว่า สมัยของฉันดีกว่าปัจจุบัน  การพูดซ้ำ ๆ ซาก ๆ นั้น เด็กจะรำคาญ  และนึกว่าฉันเป็นคนแก่คร่ำครึ  ช่างไม่เข้าใจบ้างเลยว่าชีวิตและสังคมเปลี่ยนแปลงไปเสมอ เรื่องใด ๆ ก็ตาม จะเอาครั้งนั้นมาเทียบกับครั้งนี้กัน ไม่ได้
        9.เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ ถ้าฉันพูดผิด ๆ หรือทำสิ่งใดผิดพลาดไปบ้างแล้ว ฉันก็อยากให้ใครช่วยเตือน  ช่วยแย้ง ด้วยเหตุผล  ฉันจะไม่คิดว่าตัวมีอายุมากแล้ว  ผ่านชีวิตมามากเมื่อจะพูด จะทำ อย่างไรแล้วต้องถูกเสมอ  ฉันจะไม่อวดดี  เช่นนั้น เด็กรุ่นใหม่อาจมีความรู้ ความฉลาดในเรื่องบางอย่าง ยิ่งกว่าคนรุ่นฉันก็ได้
        10. เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ  เวลาที่ฉันแสดงความหงุดหงิด เกรี้ยวกราดตามอารมณ์ขึ้นมาแล้ว  ฉันก็ขอให้ลูกหลานและพวกเด็ก ๆ ให้อภัยแก่ฉันบ้าง  เพราะฉันยังเป็นปุถุชนที่จะแสดงออกซึ่งอารมณ์ของตัวได้  แต่ต่อมาฉันก็จะคิดด้วยเหตุผลถึงการกระทำของตนเมื่ออารมณ์นั้นสิ้นไป และย่อมจะเสียใจภายหลังในการแสดงออกของตัวแล้วจะเตือนตัวเองว่าไม่บังควรเอาแต่อารมณ์ตัวเองอีกต่อไป
        11. เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ ฉันจะคิดว่าพวกลูกๆหลาน ๆ อาจไม่ได้อยู่ใกล้ชิดหรืออยู่ร่วมภายในบ้านกับฉันก็ได้  พวกเขาอาจมีอาชีพการงานที่อื่นอาจต้องแยกไปอยู่กับครอบครัวของเขา  ฉันจะคิดว่าลูกหลานคนไหนจะมีจิตใจดูแลเลี่ยงดูฉันก็แล้วแต่  เขาจะมีกตัญญูกตเวทีเพียงใดเถิด  ฉันจะไม่มัวคิดน้อยอกน้อยใจหรือต่อว่าลูก ๆ หลาน ๆ เหมือนคนแก่อื่น ๆ ที่คิดว่าลูกหลานทอดทิ้ง  ลูกหลานไม่มีกตัญญูกตเวที  ในเมื่อลูกหลานเขาก็มีความจำเป็นบางอย่างที่ไม่อาจมาคอยเฝ้าดูแลฉัน   หรือไม่อาจมาอยู่บ้านเดียวกันกับฉันได้
        12 เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ  ฉันจะคิดและรู้ดีว่าลูก ๆ ย่อมต้องมีครอบครัวของตัวเอง เขาจะต้องสร้างครอบครัวขึ้นมาใหม่   เหมือนอย่างที่ฉันเคยคิดและมีมาแล้วตั้งแต่เป็นหนุ่มสาว เมื่อลูกมีครอบครัวแล้ว ฉันจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวทำตัวเจ้ากี้เจ้าการใน เวลาที่ลูกของฉันกับสะใภ้หรือเขยของฉันเขาจะแสดงความรักกัน เอาใจใส่กัน คุยกันอย่างคู่ผัวตัวเมีย หรือเขาจะมีทะเลาะเบาะแว้งกันบ้าง เพราะนั่นก็เป็นเรื่องของสามีและภริยา เขาโตพอที่จะปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาของเขาได้เอง พวกหลาน ๆ ก็เช่นเดียวกัน เวลาที่พ่อแม่เขากำลังดุว่าสั่งสอนลูกของเขา  ฉันจะไม่ยุ่งเกี่ยวไม่เข้าข้างหลาน  ฉันจะไม่เอาใจหลานจนหลานได้ใจและเสียเด็ก แต่ฉันจะคอยแนะนำช่วยเหลือ ตักเตือนให้ลูกหลานประพฤติแต่ทางที่ถูกที่ควรให้ทำ  ทำแต่ความดีละเว้นความชั่ว ถ้าลูกหรือเขยสะใภ้จะขอร้องอย่างใด  ฉันก็จะช่วยอย่างเต็มสติปัญญา  ฉันจะให้ความรักความเอ็นดู เมตตาปราณีแก่เขยสะใภ้เท่าๆกับลูกของฉันเองและจะเคารพในสิทธิของแต่ละคนด้วย
        13.เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ  ฉันปรารถนาที่จะให้ทุกคนในครอบครัวและสังคม มีความเคารพนับถือฉันในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง  ดังนั้นฉันก็จะพยายามเข้าใจให้ได้ถึงความต้องการ  แต่ละบุคคล และเข้าใจในคนแต่ละวัย  ฉัน จะไม่มองว่าลูกหลานหรือคนวัยอ่อนกว่านั้นยังเหมือนเด็ก ๆ อยู่ โดยเอาอายุเขามาเทียบกับอายุของฉันหรือเป็นเพราะฉันเคยเลี้ยงดูมาตั้งแต่ เด็ก เล็ก ๆ  จนเผลอลืมไปว่าเขาโตพอที่จะรู้จักคิด รู้จักรับผิดชอบชั่วดี รู้จักตัดสินปัญหาเองได้แล้ว
        14. มื่อฉันเข้าวัยสูงอายุฉันจะคอยคิดคอยเตือนตนเองเสมอว่าฉันจะไม่เอาแต่ใจตัว ฉันจะคิดเอาไว้เสมอว่า เมื่อผ่านชีวิตมาในแต่ละวัยนั้น ฉันเคยต้องการ เคยปรารถนาที่จะกระทำหรือได้สิ่งใด  พวกคนที่วัยน้อยกว่าฉันแต่ละวัยก็ต้องการได้เช่นเดียวกัน ฉันจะพยายามเข้าใจเขาเสมอและจะให้อภัยได้ทุกเวลา เมื่อเขาได้กระทำสิ่งซึ่งฉันไม่พึงพอใจ
        15. เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ  ฉันจะแสวงหาความจริงของชีวิต ฉันจะแสวงหาหลักที่ยึดมั่นในใจจากคำสอนต่างๆ ที่จะทำให้สุขภาพจิตของฉันดีเสมอ  จะยึดเอาไตรสรณะเป็นที่พึ่งพระธรรมคำสั่งสอนจะช่วยกล่อมเกลาให้ฉันเกิด สติปัญญา รู้จริง เห็นแจ้งถึงความแท้จริงของชีวิต
        16. เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ  ยามที่ฉันเจ็บไข้ได้ป่วย  แม้จะรู้และสำนึกถึงว่า  ตัวเองมีอายุมากสักเท่าใด ฉันก็ต้องการพึ่งแพทย์ให้ดูแลรักษาฉันเหมือนคนเจ็บไข้ทั้งหลาย ฉันจะไม่คิดว่าแก่แล้วหรือคิดว่าโรคนั้นเป็นเพราะความแก่ซึ่งเป็นธรรมดา ฉันไม่ได้คิดว่าจะให้แพทย์มาชุบชีวิตให้เป็นหนุ่มสาวอีก  ไม่ใช่ให้แพทย์มารักษาอายุของฉัน  แต่ต้องการให้รักษาโรคของฉัน  อย่าให้ฉันต้องทรมานจากความเจ็บป่วย  อยากให้แพทย์ช่วยให้ฉันเป็นผู้สูงอายุต่อไปอีกนานๆ  ฉันจะเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์  จะไม่ดื้อดึงและทำตัวกลับไปเป็นเด็ก ๆ ที่ไม่ยอมให้ตรวจรักษา หรือหลายคนชอบพูดว่า “แก่มากแล้วจะอยู่ไปได้สักกี่วัน ไม่อยากให้ใครเดือดร้อน และต้องเสียเงินเสียทองรักษา”  การกระทำ การพูดเช่นนั้น จะทำความหนักใจให้แพทย์  และเพิ่มความหนักใจให้แพทย์ และเพิ่มความหนักใจให้ลูกหลานที่มีความหวังดีต่อตนมากยิ่งขึ้น  ฉันจะพยายามมองโรคภัยไข้เจ็บเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องประสบ  จะไม่คิดหวั่นวิตกต่อความจริงของชีวิตเพราะเกิดแก่ เจ็บ ตาย นั้นเป็นเรื่องความแท้จริงของคนและสิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั้งปวง
        17. เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ ฉันจะยังคงปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตามหลักสุขภาพอนามัยทุกประการ รู้จักเลือกอาหารให้ถูกต้องตามวัย รู้จักพักผ่อน หลับนอน  ออก กำลังกาย เป็นประจำ และได้รับแสงแดดอ่อนและอากาศบริสุทธิ์ ระวังไม่ให้ท้องผูก รักษาความสะอาดของร่างกาย สร้างเสริมสุขภาพจิตอันดี ฯลฯ
        18. เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ เรื่องอาหารนับว่ามีความสำคัญมากอย่างหนึ่ง ฉันจะศึกษาเรื่องอาหารการกินให้รู้ดีว่า ผู้สูงอายุควรได้อาหารอย่างใด จำนวนเท่าใด อย่างใด ควรเพิ่มอย่างไหนควรลด เพราะฉันรู้ว่าการได้อาหารมากเกินไปหรือน้อยเกินไป จะเป็นอันตรายต่อชีวิตได้  แต่ฉันจะไม่ยอมอด ๆ อยาก ๆ  ฉันจะขอคำแนะนำจากแพทย์ว่าอาหารอย่างใดเหมาะกับคนวัยอย่างฉัน  ฉันจะถือเอาว่าอาหารและเวลาอาหารนั้น  คือเวลาที่มีความสุขที่สุดเวลาหนึ่ง  เวลาอยากรับประทานอาหารดี ๆ  อร่อย ๆ  ที่ภัตตาคาร ฉันก็จะชักชวนลูกหลานไปหรือไปเองตามที่ฉันพอใจ
        19. เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ  ฉันปรารถนาที่จะมีบ้านของฉันเอง และขอให้มีห้องส่วนตัวของฉัน ฉันจะได้ใช้ชีวิตส่วนตัวของฉันให้มีความสุขตามที่ต้องการได้ ไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องค่าเช่าบ้าน  ไม่ต้องเกรงว่าใครเขาจะตื่นขึ้นมาทำความรำคาญให้ฉันกลางดึก  เวลาที่ฉันนอนหลับสนิทและกรนเสียงดัง ก็ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องเกรงใครจะรำคาญ  ถ้าฉันตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วเปิดไฟสว่างทั้งห้อง  เพื่ออ่านหนังสือ หรือทำอย่างใดที่ฉันพอใจและเป็นสุขของฉัน  ก็ไม่มีใครเดือดร้อนรำคาญ  ไม่ต้องกลัวใครจะบ่นเวลาเปิดหน้าต่าง ปิดหน้าต่าง เปิดพัดลม หรือทำสิ่งใด ๆ ฉันเองจะไม่ทำความรำคาญเดือดร้อนให้แก่ใคร ถ้าเป็นไปได้  ฉันก็อยากจะมีบ้านที่อยู่ในบริเวณที่จะได้รับความสะดวกต่าง ๆ และเป็นที่ที่ช่วยให้ฉันมีสุขภาพดีเสมอ  เป็นบ้านที่ฉันไม่ต้องขึ้นลงหลาย ๆ ชั้น  เป็นบ้านที่จะออกไปซื้อหนังสือ ซื้อของใช้ ไปชมภาพยนตร์ หรือไปไหน ๆ ได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินไกลนัก
        20 เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ  ฉันจะให้แพทย์ช่วยตรวจร่างกายฉันเป็นประจำ โดยมีการตรวจสุขภาพ 6 เดือนครั้ง หรืออย่างน้อยปีละ ครั้ง เพื่อว่าถ้าพบโรคอย่างใดโดยฉันไม่รู้ตัวแล้ว  แพทย์จะได้รักษาให้ฉันเสียแต่แรก ๆ
        21. เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ  ความสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ ฉันจะไม่ยอมเก็บตัวอยู่เงียบ ๆ  ฉันไม่แยกตัวจากสังคม ไม่ยอมอยู่แต่ผู้เดียวโดยไม่ยอมคบหาสมาคมกับใคร  ฉันรู้ดีว่าการอยู่อย่างเปล่าเปลี่ยวหงอยเหงานั้นเป็นทุกข์ร้าย  ยิ่งกว่าเจ็บป่วยเสียอีก  ถ้าในบ้านจะมีเสียงเอะอะกันบ้างบางครั้ง มีเสียงเด็กร้องไห้ เสียงเด็ก ๆ หัวเราะเฮฮาเล่นกันสนุกสนานอึกทึก  ฉันจะไม่รำคาญ หงุดหงิดหรือพาลโกรธพวกเด็ก ๆ  แต่ฉันจะคิดว่าเสียงนั้นเหมือนเสียงดนตรีอย่างหนึ่ง ที่จะทำให้ฉันคลายเหงา   ถ้าปราศจากเสียงเหล่านั้น ก็ไม่ผิดอะไรกับโลกหยุดหมุนหรือโลกนี้มีฉันอยู่แต่ผู้เดียว
        22. เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ  เงินที่ฉันได้สะสมตลอดมานั้น ฉันจะใช้จ่ายเพื่อความสุขของฉัน ฉันจะใช้ให้มากเท่าที่เงินสะสมนั้นจะมีและอำนวยความสุขให้ตัวเองมากที่สุดในบั้นปลายชีวิตนี้  ฉันจะใช้เงินในการตกแต่งบ้าน ห้องนอน ห้องน้ำ และสถานที่ในบ้าน  ถ้าการใช้เงินนั้นจะช่วยให้ฉันสุขกาย สุขใจได้  ฉัน จะจ่ายให้เต็มที่เพราะมันเป็นเงินที่ฉันหามาสะสมไว้ด้วยความเหน็ดเหนื่อย ทั้งกายและใจ ก็ขอใช้เงินนั้นให้คุ้มกับที่เหน็ดเหนื่อยมาให้เต็มที่  เงินจำนวนหนึ่งฉันจะใช้เป็นทานและการกุศลอันเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
        23 .เมื่อฉันเข้าวัยสูงอายุ  ฉันจะคิดเสมอว่า ฉันต้องเข้ากับใครให้ได้ทุกคน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ฉันจะคบหาสมาคมด้วยได้  ฉันจะมีเพื่อนให้มาก ๆ  ฉันจะไม่เอาจริงจังกับชีวิตเสียจนเกินไป จะพยายามขจัดอารมณ์ชั่วร้ายทั้งหลาย ได้แก่ความวิตกกังวล โลภ โกรธ หลง เกลียดชัง อิจฉาริษยาฯลฯ อันเป็นภัยต่อความสุขใจ และเป็นอันตรายต่อหัวใจผู้สูงอายุอย่างมาก  ฉัน คิดเสมอว่าสิ่งใดที่ฉันปรารถนา อาจไม่ได้ตามปรารถนาเสมอไป จะไม่นำเอาความพึงพอใจมาพูดบ่นไม่หยุดปากจนลูกหลานและเด็ก ๆ รำคาญ ขาดความเคารพยำเกรงและเบื่อหน่ายตัวฉัน  ฉันจะวางใจเป็นอุเบกขาเสมอ 
        
“ฉันจะประพฤติตัวตามที่กล่าวมาแล้วนี้ตลอดไป”


Kamol Korchitmate

บทความนี้ นพ.เสนอ อินทรสุขศรี เขียนขึ้นเมื่อท่านมีอายุครบ 6 รอบ พ.ศ. 2536

 

ใส่ความเห็น

Filed under ครอบจักรวาล