Category Archives: ท่องเที่ยว

ชมเฌย ย้อนเวลาหาอดีต

คนที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป บางครั้งคงโหยหาอดีตที่ผ่านมา อยากย้อนเวลาไปหาอดีต อยากเห็นเครื่องใช้ สถานที่ บรรยากาศในอดีตสมัยที่ตนเองยังเป็นเด็กๆ แต่ในความจริงคงยากที่จะย้อนเวลาไปหาอดีต

ณ วันนี้มันเป็นไปได้แล้ว “ชมเฌย”คือสถานที่ย้อนอดีตไปประมาณ 60-70 ปี เพราะมันคือสถานที่ที่รวบรวมบรรยากาศในอดีต ตั้งแต่อาคารพาณิชย์ที่เป็นร้านค้าสมัยเก่า อาทิ ร้านตัดผม ร้านทำฟัน ร้านถ่ายรูป ร้านซักแห้ง โรงรับจำนำ ปั๊มน้ำมัน โรงหนัง ฯลฯ เป็นต้น และอุปกรณ์เครื่องใช้ สินค้าก็เป็นของเก่าจริงๆ ที่คนยุคนี้หาชมยาก

วันนี้ “ชมเฌย” จึงได้รับความนิยมจากผู้คนทั่วไป หลั่งไหลไปชมร้านค้าเก่า อุปกรณ์เครื่องใช้ สินค้าเก่า ในบรรยากาศเก่าๆ และผู้คนที่ไปชมและถ่ายรูปมุมต่างๆของสถานที่ด้วยอุปกรณ์ถ่ายรูปสมัยใหม่ เช่นสมาร์ตโฟนและแทบเล็ต

“ชมเฌย” ตั้งอยู่ที่ศาลายา ถนนพุทธมณฑลสาย 3 เขตทวีวัฒนา กทม.

ใส่ความเห็น

Filed under ท่องเที่ยว, นวัตกรรมใหม่

เที่ยวใต้ คลายร้อน (2)

หลังจากที่เขียน “เที่ยวใต้ คลายร้อน” ตอนที่ 1 ไปแล้ว ก็มารีๆรอๆอยู่หลายวัน ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ความบันดาลใจในการเขียนมันเริ่มถดถอย มาวันนี้จึงตัดสินใจลุยเขียนต่อ มิเช่นนั้น หากรีๆรอๆต่อไปมีหวังเขียนไม่จบแน่นอน

ตอนที่ 1 เขียนเล่าถึงการล่องเรือชมน่านน้ำเหนือเขื่อนรัชชประภา(เชี่ยวหลาน) ตอนนี้คณะฯเราก็เดินทางมาถึงจังหวัดกระบี่แล้ว ตามโปรแกรมการเที่ยวมีอยู่ 2-3 แห่งคือ การไปเล่นน้ำทะเลที่เกาะปอดา(เกาะเต่า) เกาะทะเลแหวก ในอ่าวกระบี่ อุทธยานแห่งชาติสระธารโบกขรณี สุดท้ายที่วัดถ้ำเสือวิปัสนา

แต่ก่อนจะไปเล่นน้ำทะเลคณะฯเรามาชมสัญญลักษณ์ของกระบี่กันที่ท่าน้ำเทศบาลเมืองกระบี่ มันคือรูปปูดำขนาดใหญ่ ทำด้วยโลหะประเภททองแดงรมดำ?

เป็นธรรมเนียมหรือพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว เกือบจะทุกชาติทุกประเทศ ที่จะต้องถ่ายรูปกับสิ่งต่างๆหรือทิวทัศน์ที่ตนไปเที่ยวชม

ถ่ายกันมาตั้งแต่กล้องที่ใช้ฟีล์มมาจนถึงกล้องดิจิตัลวันนี้ ก็ยังถ่ายกันไม่เบื่อ ยิ่งเป็นกล้องดิจิตัลด้วยแล้ว ถ่ายกันไม่ยั้งมือเลยเชียว เพราะค่าใช้จ่ายถูกกว่ากล้องใช้ฟีล์มมาก

ใกล้ๆบริเวณเดียวกันก็ยังมีรูปปั้นนกอินทรีย์อีกตัวหนึ่ง หลายคนวิจารณ์ว่าไม่สง่างามเท่ากับนกอินทรีย์บนเกาะลังกาวี ของมาเลเซีย จึงไม่มีแฟนคลับนักท่องเที่ยวไปถ่ายรูปด้วย เป็นซะงั้น

แต่ก็มีผู้ให้ข้อสังเกตุว่า ที่นักท่องเที่ยวไปถ่ายรูปกับปูนั้น เพราะนายกฯของไทยชื่อเล่นว่า “ปู” หรือเปล่า ก็แล้วแต่จะคิดกันไป

ต่อจากนี้ก็ไปรอลงเรือที่ชายหาดอ่าวกระบี่

ที่ชายหาดนี้จะมีเรือมารอรับนักท่องเที่ยวออกไปเล่นน้ำทะเลที่เกาะเต่า ซึ่งอยู่ห่างจากฝั่งออกไปประมาณ 8-9 กม. จำนวนเรือหลายสิบลำ จะออกเวลาประมาณ 09.30 น.พร้อมกัน และจะพานักท่องเที่ยวกลับมาเวลาประมาณ 15.30-16.00 น.พร้อมกัน มีบริการอาหารกล่องมื้อกลางวัน น้ำดื่มและผลไม้ กินกันบนเกาะหรือบนเรือนั่นแหละ

ความวุ่นวายของนักท่องเที่ยวที่เตรียมจะลงเล่นน้ำทะเล เรือลำที่คณะฯเราไปนี้บรรจุผู้โดยสารเต็มที่จำนวน 75 คน มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวเอเซีย(ญี่ปุ่น เกาหลี จีน) และฝรั่งชาวยุโรป

ด้วยพฤติกรรมและวัฒนธรรมต่างกันจึงสับสนวุ่นวายดีแท้ แต่ทุกคนก็พร้อมที่จะอภัยให้กันด้วยดี

มาดูคลิปวีดีโอกันมั่งครับ ผมเอามาจากยูทูปครับ

นอกจากเล่นน้ำกันแล้ว ยังมีกิจกรรมอีกอย่างหนึ่งคือ การนำขนมปังไปเลี้ยงปลาที่ว่ายมาเป็นฝูง สนุกสนานกันดีทุกคน ส่วนใครที่ไม่สนใจจะลงเล่นน้ำก็อยู่บนเรือดูคนอื่นเขาเล่น (เช่นผู้เขียน)

ไก้ด์ให้เวลาเล่นน้ำประมาณ 1 ชม.ก็พานักท่องเที่ยวไปยังเกาะอื่นๆต่อคือ เกาะทะเลแหวก ซึ่งเป็นเกาะอยู่ติดกัน เวลาน้ำทะเลลงจะมีชายหาดเดินติดต่อถึงกันได้

น้ำทะเลจะลงประมาณแรม 14 หรือ 15 ค่ำ ตามจันทรคติ ซึ่งเป็นปรากฏการตามธรรมชาตินั่นเอง

จากนี้ก็เดินทางไปชมเกาะถ้ำพระนาง ซึ่งเป็นภูเขาหินปูน และบริเวณใกล้ๆกันก็จะมีหาดริปเลย์อันสวยงาม เป็นสถานที่ถ่ายทำกาแฟสำเร็จรูปยี่ห้อหนึ่ง

หลังจากนี้ก็ได้เวลาเดินทางกลับเข้าฝั่ง

สำหรับโปรแกรมท่องเที่ยวทะเลวันนี้ก็จบเพียงเท่านี้

พรุ่งนี้จะเดินทางไปชมอุทธยานแห่งชาติ สระธารโบกขรณี และวัดถ้ำเสือ โปรดติดตามครับ

ใส่ความเห็น

Filed under ท่องเที่ยว

เที่ยวใต้ คลายร้อน (1)

เมื่อปลายเดือนเมษายนต่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา (30 เมษายน – 3 พฤษภาคม) มีโอกาสติดตามคณะครูของโรงเรียนชัยพืทยพัฒน์ (มูลนิธิชัยพัฒนา) ไปทัศนศึกษาภาคใต้ 3 จังหวัดคือ สุราษฏร์ธานี กระบี่ และพังงา

ขาไปต้องนอนไปในรถตู้ (จำนวน 2 คัน) ออกจากโรงเรียนชัยพิทยพัฒน์ (เพชรเกษม ซอย 4 ซอยวัดสังข์กระจาย ท่าพระ)เวลาประมาณ 19.30 น. ไปสว่างที่เขื่อนรัชชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน)เวลาประมาณ 05.30 น.

เขื่อนรัชชประภาเคยได้ยินชื่อมานานแล้ว ตั้งแต่ชื่อเก่าคือ เขื่อนเชี่ยวหลาน วันนี้ได้มาสัมผัสบรรยากาศที่สวยงาม สงบ ในยามเช้าที่อากาศสดชื่น สบายใจอย่างบอกไม่ถูก ก่อนที่จะเริ่มรายการทัศนศึกษาวันแรกนี้ อ.มณีกุล นาคะวิทย์ ผู้จัดทริปนี้ แนะนำให้เดินชมสถานที่ทั่วๆไปก่อน หรือจะถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกก็ตามอัธยาศัยของแต่ละคน

หลังจากที่ดื่มด่ำกับบรรยากาศอันสวยงามจนจุใจแล้ว ท้องของแต่ละคนก็เริ่มโหยหาอาหารเช้า คณะฯจึงเดินทางไปรับประทานอาหารเช้าที่ ห้องอาหาร “ครัวกุ้ยหลิน” เดิมชื่อ “ครัวเชี่ยวหลาน”

ครัวกุ้ยหลิน นี้ก็อยู่ใกล้ๆกับบริเวณเขื่อนรัชชประภานั่นแหละ สถานที่สวยงามพอสมควร ห้องน้ำสะอาด หลังจากที่แต่ละคนจัดการกับธุรกิจส่วนตัวเส็จเรียบร้อยแล้ว ก็มาอิ่มอร่อยกับอาหารมื้อเช้า มีข้าวต้ม กาแฟ ขนมปัง

เสร็จภาระกิจกับอาหารมื้อเช้าแล้ว คณะฯก็เริ่มออกทัศนศึกษาแรกคือ การล่องเรือชมทิวทัศน์ของน่านน้ำเหนือเขื่อนอันกว้างไกล มีภูเขาหินปูนโผล่พ้นน้ำขึ้นมาจำนวนมากมาย กลายเป็นทัศนียภาพที่สวยงามแปลกตา จนได้รับสมญานามว่า “กุ้ยหลินเมืองไทย” เพราะต้นแบบภูเขาหินปูนที่สวยงาม ตามฝั่งแม่น้ำหลี่เจียง เมืองกุ้ยหลิน ประเทศจีน เป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก

ออกจากครัวกุ้ยหลิน รถวิ่งลัดเลาะไปตามเชิงเขาอีกเล็กน้อยก็ถึงท่าเรือล่องชมน่านน้ำในเขื่อน มีเรือแบบเรือหางยาวตามที่เห็นกันในกรุงเทพจอดบริการจำนวนหลายสิบลำ วันนี้มีนักท่องเที่ยวมาชมเขื่อนกันหลายคณะ

เมื่อได้เรือที่เหมาะสมแล้วคณะฯก็เริ่มออกล่องเรือชมทิวทัศน์อันสวยงามทันที น้ำในเขื่อนใสสะอาดมาก เมื่อสะท้อนกับท้องฟ้า จะกลายเป็นสีฟ้าสดใสสวยงาม

ภูเขาหินปูนสองข้างน่านน้ำมีรูปทรงแปลกตา สามารถจะจินตนาการให้เป็นรูปต่างๆได้ตามอัธยาศัย บางคนอาจจะเห็นเป็นรูปศรีษะชนอินเดียนแดง ฯลฯ

เรือวิ่งออกจากท่ามาประมาณ 15 นาที ก็มาถึงจุดที่คนขับเรือบอกคณะฯเราว่า ตรงจุดนี้คือ ที่ลงเล่นน้ำ เพราะไม่ลึกมากไป แต่อย่างไรก็ต้องใช้เสื้อชูชีพกันอุบัติเหตุจมน้ำ มีผู้สนใจลงเล่นน้ำกันสามสี่คน ถ้ารวมถึงคณะอื่นๆก็หลายคนเหมือนกัน

หลายคนในคณะฯเราลงเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน  เราใช้เวลาอยู่ที่ตรงจุดนี้ประมาณ 45 นาที ก็ออกเดินทางไปชมทิวทัศน์จุดอื่นๆต่อ และแวะไปที่พักนักท่องเที่ยวของเขื่อนฯ เพื่อชมการเลี้ยงปลา เข้าห้องน้ำตามอัธยาศัย

คณะฯเราใช้เวลาอยู่ที่นี่ประมาณ 40 นาที เห็นมีนักท่องเที่ยวเช็คอินเข้าพักที่นี่จำนวนหลายสิบคน ราคาที่พักค่อนข้างถูกคือคืนละประมาณ 600 บาทรวอาหารเช้า แต่ห้องพักไม่มีพัดลมหรือแอร์ เพราะอยู่กลางน่านน้ำในเขื่อนลมพัดเย็นสบายตลอดวัน

คณะฯเราออกเดินทางกลับไปที่ท่าเรือ ก็ได้เวลาทานอาหารกลางวันพอดี อาหารมื้อกลางวันเราจะรับประทานที่ครัวกุ้ยหลิน

แผนที่บริเวณเขื่อนรัชชประภา ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางมาก เขื่อนนี้อยู่ในเขตจังหวัดสุราษฏร์ธานี

เมื่อรับประทานอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้ว คณะฯเราก็ออกเดินทางต่อไปจังหวัดกระบี่ ชมภาพสวยๆแถมอีกสองสามภาพครับ

ใส่ความเห็น

Filed under ท่องเที่ยว

เยือนขะแมร์ แลเขมร (4)

ตอนนี้น่าจะเป็นตอนสุดท้ายของการไปเที่ยวเขมรครับ เป็นตอนเกี่ยวกับอาหารการกิน

ในการท่องเที่ยวไม่ว่าจะไปแบบส่วนตัว แบบหมู่คณะ (ยกเว้นทัวร์ฉิ่งฉับ) จะท่องเที่ยวในประเทศหรือต่างประเทศ
ปัจจัยหลักๆที่สำคัญน่าจะมีอยู่ 4 อย่างคือ การเดินทาง (รวมทั้งความปลอดภัย) ที่พัก ที่เที่ยว และที่กิน

ซึ่งการท่องเที่ยวแบบคาราวานสัญจร ครั้งที่ 6 “เยือนขะแมร์ แลเขมร” จำนวน 5 วัน 4 คืน ก็มีปัจจัยดังกล่าวครบถ้วน และผมเขียนให้ท่านอ่านไปแล้ว 3 ตอนคือ การเดินทาง ที่พัก ที่เที่ยว และตอนสุดท้ายนี้คือที่กิน

เอาละครับ ที่กินเราจะเริ่มกันตั้งแต่วันแรกของการเดินทางเลยคือ วันที่ 7 มีนาคม 2555 เราออกเดินทางจากจุดนัดพบที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต บางกรวย เวลาประมาณ 05.30 น. มุ่งหน้าไปหาอาหารเช้ากินที่ โรงแรมแกรนด์ รอยัล พลาซ่า ฉะเชิงเทรา

โรงแรมแกรนด์ รอยัล พลาซ่า ได้จัดอาหารเช้าให้คณะฯเรา เป็นแบบบุปเฟ่ต์ ตามสไตล์ของโรงแรมต่างจังหวัดทั่วไปคือ ข้าวต้ม กับข้าวจำนวน 4-5 อย่าง ใครเป็นคอกาแฟก็มีกาแฟที่ชงใส่โถแก้วไว้นานแล้ว ตั้งบนเตาไฟฟ้าอุ่นมานานจนรสกาแฟเริ่มเปรี้ยว ชาลิปตันแบบที่หาซื้อได้ตามร้านชำทั่วไป ขนมปัง ใส้กรอก หมูแฮม ไข่ดาวที่ทอดไว้นานไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง เท่านี้ท่านก็คงพอทายได้ว่ารสชาดอาหารเช้ามื้อนี้จะเป็นอย่างไร

เผอิญผมโชคดีที่เป็นคนไม่พิถีพิถันวุ่นวายอะไรนักกับอาหารมื้อเช้า

จึงพอจะเอาตัวรอดไปได้อย่างทุลักทุเลพอสมควรกับรสชาดกาแฟที่ต้มแล้วใส่โถแก้วอุ่นบนเตาไฟฟ้ามานานนับชั่วโมง

เมื่อเสร็จสิ้นกับอาหารเช้าที่โรงแรมนี้แล้ว ล้อรถบัสอันทันมัยจำนวน 3 คันก็เริ่มหมุนนำคณะฯเราออกเดินทางต่อไป จุดหมายต่อไปคือจันทบุรี คณะฯเราจะรับประทานอาหารกลางวันที่ร้าน ปูจ๋า ท่าแฉลบ

พูดถึงชื่อร้านอาหาร “ปูจ๋า” ท่าแฉลบ แล้ว คิดว่าไม่เป็นรองใครในภาคตะวันออกของไทย เป็นร้านอาหารตามสั่งประเภทซีฟูด อาหารหน้าตาน่ากิน กินอาหารที่ร้านนี้ถือว่าเป็นการชดเชยอาหารเช้าที่โรงแรมแกรนด์ รอยัล พลาซ่า ได้ทีเดียว

คณะคาราวานสัญจรทริปนี้มีจำนวนร้อยกว่าคนเล็กน้อย ไกด์จึงจัดที่นั่งเป็นกลุ่มดังนี้ กลุ่ม(โต๊ะ)ละ 10 คน จำนวน 8 กลุ่ม กลุ่มที่มาด้วยกันกลุ่มละ 8 คน 2 กลุ่ม ผมและครอบครัวไปกัน 4 คน ต้องมีคนอื่นมาร่วมด้วย 4 คน เป็นกลุ่ม 8 คน อีกกลุ่มหนึ่ง และคณะฯเราจะนั่งทานอาหารกันตามกลุ่มที่จัดไว้นี้ทุกมื้อ ยกเว้นกินอาหารบุปเฟ่ต์ที่ร้านจัดโต๊ะให้ โต๊ะละ 20-30 คน ก็ว่ากันไป

หน้าตาของอาหารที่ทางร้านจัดเตรียมไว้ให้ เป็นอาหารแบบเซ็ทเมนู

สังเกตุว่าคณะฯเราเจริญอาหารกันมากมื้อนี้ ชำเลืองไปดูโต๊ะข้างๆอาหารไม่มีเหลือในจานเลย

เมื่ออิ่มอร่อยกับอาหารมื้อกลางวันนี้แล้ว คณะฯเราก็เดินดูอะไรต่อมิอะไรที่ทางร้านจัดมาจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว ถือเป็นการย่อยอาหารไปในตัว

ที่ร้านนี้มีไอสครีมแท่งขายด้วย แท่งละ 5 บาท มีผู้อุดหนุนกันคับคั่ง รสชาดอร่อยดีเหมือนกัน เป็นการล้างปากจากอาหารคาว หลังจากที่กินผลไม้บนโต๊ะอาหารล้างปากมาแล้ว

พูดถึงผลไม้ที่กินหลังอาหารทุกมื้อ น่าแปลกใจที่ตลอดระยะการเดินทาง 5 วัน กินอาหารหลายร้านในประเทศเขมร ผลไม่ที่เราเจอทุกมื้อคือ แตงโม สัปรด แก้วมังกร ไม่ว่าร้านอาหารนั้นหรือโรงแรมนั้นจะอยู่เมืองไหนของเขมร เราแปลกใจว่าทำไมเขาไม่เอาผลไม้พื้นเมืองของแต่ละเมืองมาให้เรากิน หรือคิดว่าคนไทยชอบกินผลไม้ตามที่กล่าวมา

จากมื้อกลางวันที่ร้านอาหาร “ปูจ๋า” ท่าแฉลบ แล้ว มื้อต่อไปคือมื้อเย็น ตามกำหนดการคณะฯเราจะกินมื้อเย็นที่ห้องอาหารโรงแรมที่พักคือ โรงแรมเกาะกง อินเตอร์เนชั่นแนล รสชาดอาหารจะเป็นอย่างไร เย็นนี้คอยพิสูจน์กัน

มุมหนึ่งของห้องอาหารที่โรงแรมเกาะกง อินเตอร์เนชั่นแนล อาหารเย็นนี้เป็นอาหารบุปเฟ่ต์ มีอาหารหลากหลายพอสมควร อาหารส่วนใหญ่ปรุงจากผักต่างๆ และอาหารบุปเฟ่ต์ตามโรงแรมที่เราพักก็จะมีอาหารคล้ายคลึงกันแบบนี้

ถามว่ารสชาดเป็นอย่างไร ตอบตรงๆว่าก็พอกินได้ แต่จะให้ถูกปากคนไทยนั้นคงยากนะ

อาหารการกินตลอดระยะการเดินทางท่องเที่ยวในเขมรนั้น ไกด์ได้จัดให้กินตามภัตตาคารที่มีชื่อเสียงของเขมรสลับกันบ้าง ขืนกินแต่ที่โรงแรมที่พักคงเอียนแน่ๆ

ภัตตาคารที่คณะฯเราไปกินนั้น เป็นภัตตาคารที่มีชื่อเสียงของชาวเขมร ชื่อคล้ายๆกันคือ โตนเลจตุมุก โตนเลแม่โขง โตนเลสาบ ทั้งสามแห่งเจ้าของเดียวกัน ซึ่งเป็นนักธุรกิจระดับแถวหน้าของเขมร

แผ่นป้ายภัตตาคารแห่งหนึ่งที่คณะฯเราไปกินตั้งอยู่ที่เมืองสีหนุวิลล์

ภัตตาคารโตนเลจตุมุก เมืองพนมเปญ

ภัตตาคารโตนเลแม่โขง

ภัตตาคารตามที่กล่าวมานี้ส่วนใหญ่จะมีรูปแบบที่เหมือนกัน เช่นเมนูอาหารแบบบุปเฟ่ต์ การจัดวางอาหาร ที่พิเศษคือจะมีอาหารสามชาติ ได้แก่อาหารเขมร อาหารเวียตนาม และอาหารจีน ส่วนรสชาดอาหารนั้นไม่เหมือนต้นตำรับของแต่ละชาติเลย

ส่วนสถานที่นั้นค่อนข้างโอ่โถง กว้างขวาง มีเครื่องปรับอากาศเย็นสบาย

สำหรับพนักงานบริการนั้นก็มีเครื่องแบบสะอาดสะอ้าน สวยงาม การบริการนั้น ฟันธงได้เลยว่าแพ้คนไทยแน่นอน

ภัตตาคารเหล่านี้ลูกค้าส่วนใหญ่น่าจะเป็นนักท่องเที่ยว เพราะเท่าที่สังเกตุดูเป็นนักท่องเที่ยวมากันหลายกรุ๊ป รถบัสจอดกันเรียงรายเต็มไปหมด

ถ้าจะพูดไปผมก็ยังคิดว่าเมืองไทยเราเรื่องอาหารการกินไม่ด้อยกว่าชาติใดในเอเซีย เรามีอาหารสารพัดชนิด รสชาดอาหาร การบริการ และสถานที่ร้านอาหาร

ส่วนอาหารในโรงแรมชั้นหนึ่งของไทยนั้น เราสู้ได้ทุกชาติในเอเซีย

อาหารมื้อเย็นก่อนที่จะเดินทางกลับไทยในวันรุ่งขึ้น บริษัท โชคทวีทัวร์ จำกัดผู้จัดคาราวานสัญจรทริปนี้ ได้กรุณาจัดงานปาร์ตี้เป็นพิเศษที่โรงแรม STAWY ANGKOR ตั้งอยู้ที่กลางเมืองเสียมเรียบ โรงแรมที่พักแห่งนี้นับว่าเป็นโรงแรมที่ค่อนข้างดี เทียบกับโรงแรมที่พักมาทั้งหมด

ห้องอาหารกว้างขวาง อาหารเย็นจัดเป็นแบบบุปเฟ่ต์มีจำนวนมากมาย พนักงานนำอาหารมาเสริมอยู่ตลอดเวลาไม่มีพร่องเลย

ความจริงมื้อเย็นนี้ยังไม่ใช่อาหารมื้อสุดท้าย เพราะวันพรุ่งนี้คณะฯเราเดินทางกลับไทย เรายังมีอาหารอีกสองมือคือ มื้อกลางวันในเขมร และมื้อเย็น(สุดท้าย)ที่ห้องอาหารสะเบียง สระแก้ว จากนี้ก็นอนพักผ่อนบนรถบัสจนกว่าจะถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ

ก่อนจะจบข้อเขียนทริปทัวร์ “คาราวานสัญจรครั้งที่ 6” จัดโดย โชคทวีทัวร์ ขอขอบคุณทีมงานไกด์ทุกคนที่พาเราไปเที่ยวอย่างสนุกสาน เป็นกันเอง ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคณะฯเราอย่างอบอุ่น ด้วยไมตรีจิตมิตรภาพที่ดี

หวังว่าโอกาสหน้าผมและครอบครัวคงมีโอกาสไปเที่ยวกับ “โชคทวีทัวร์” อีก และตลอดไป เหมือนที่เคยไปเที่ยวกับโชคทวีทัวร์มาหลายทริปแล้ว

สำหรับท่านที่สนใจจะไปเที่ยวแบบสบายๆมีความสุข ปลอดภัยไร้กังวล เหมือนกับสโลแกนของบริษัทที่ว่า

“คิดจะเที่ยว คิดถึงโชคทวีทัวร์”

http://www.choktaweetour.com

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากเอกสารนำเที่ยว “โชคทวีทัวร์”

ใส่ความเห็น

Filed under ท่องเที่ยว

เยือนขะแมร์ แลเขมร (3/2)

วันที่ 5 (อาทิตย์ที่ 11 มีนาคม 2555) ชมนครวัต นครธม เดินทางกลับกรุงเทพ ผ่านด่านปอยเปต ตลาดโรงเกลือ

รูปภาพ

โฉมหน้าของนครวัต สิ่งมหัศจรรย์ยุคแรกของโลกในจำนวน 7 แห่ง

คงจะไม่เป็นการเกินเลยไปนัก หากจะกล่าวว่าทุกคนที่มีความไฝ่ฝันจะไปเที่ยวเขมร สถานที่ที่จะต้องไปชมให้ได้คือ นครวัต นครธม เพราะเป็นสิ่งก่อสร้างที่ติดอันดับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคแรก 7 อันดับ จีนก็มีกำแพงเมืองจีน เป็นต้น

ผมเองก็มีความไฝ่ฝันเช่นที่กล่าวมาเหมือนกัน เมื่อ พ.ศ. 2553 ผมและครอบครัวไปเที่ยวชมกำแพงเมืองจีนมาแล้ว ก็มีความมหัศจรรย์อีกรูปแบบหนึ่ง ทึ่งในความมานะอดทนของคนจีนโบราณที่สามารถสร้างสิ่งใหญ่โตเช่นนั้นขึ้นมาได้ ทั้งๆที่ไม่มีอุปกรณ์เครื่องทุ่นแรงแต่อย่างใด ใช้ความอดทนความมุ่งมั่นมานะพยายามเพียงอย่างเดียว ส่วนเบื้องหลังความสำเร็จของสิ่งก่อสร้างนี้จะมีความทารุณโหดร้ายเพียงใด ก็เป็นเรื่องในประวัติศาสตร์

ต้องขออภัยที่นำภาพกำแพงเมืองจีนมาแทรกไว้ที่เรื่องนี้ เพราะอย่างไรก็ตามสิ่งก่อสร้างทั้งสองนี้ก็ถูกจัดอยู่ในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคเดียวกัน แต่เบื้องหลังการก่อสร้างนครวัต นครธม อาจจะแตกต่างกับเบื้องหลังการสร้างกำแพงเมืองจีน

คณะฯเรามาถึงบริเวณนครวัตก่อน และต้องเสียเวลาไปทำบัตรผู้เข้าชมที่สำนักงานเจ้าหน้าที่ดูแลสถานที่ ค่าเข้าชมจำนวน 600 บาทต่อคน นับว่าแพงเอาการเหมือนกัน

นี่คือหน้าตาบัตรผู้เช้าชม ต้องคล้องคอไว้ตลอดเวลาที่เข้าชม เพราะจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจเป็นจุดๆตามที่ต่างๆ

เรามาถึงนครวัตเวลาประมาณ 15.00 น. อากาศกำลังร้อนจัดจ้านทีเดียว ไกด์แนะนำให้คณะฯเราเข้าไปชมนครธมก่อน ซึ่งอยู่เลยเข้าไปประมาณ 10 กม. ต้องใช้รถบัสเล็กท้องถิ่นคันละ 20 คน นครธมมีคูน้ำล้อมรอบ 4ด้าน (สี่เหลี่ยมจัตุรัส) คูน้ำกว้างประมาณ 100 เมตร

นครธมสร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ระหว่าง พ.ศ. 1724-1761 เมืองนครธมนี้ล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลงทั้ง 4 ด้านๆละ 3 กม. โดยรวมก็มีพื้นที่จำนวน 12 ตร.กม. มีทางเข้า 5 ประตู ประตูที่เจ้าหน้าที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าชมคือ ประตูที่ 5(ทิศใต้) โดยข้ามสะพานหินที่ชื่อว่า “สะพานชักนาคดึกดำบรรพ์” เพราะสองข้างราวสะพานแกะสลักเป็นรูปพญานาคทั้งสองข้าง ประกอบไปด้วยเทวดา 54 องค์ อสูร 54 ตน กำลังฉุดนาคเพื่อกวนเษียรสมุทรตามตำนานโบราณเพื่อต้องการน้ำอมฤต

จากสะพานผ่านประตูเข้าไปก็จะเป็นกลุ่มปราสาทต่างๆจำนวนมากมาย รถหยุดให้คณะฯเราเดินชมกลุ่มปราสาทตามอัธยาศัย ปัจจุบันนี้พื้นที่ทั้งหมดปกคลุมด้วยต้นไม้นานาพันธ์ทั้งใหญ่และเล็กอายุเป็นร้อยๆปี ดูแล้วก็คือป่าโปร่งดีๆนี่เอง มีทางเดินเล็กๆเป็นถนนลูกรัง ลัดเลาะไปตามปราสาทศิลาแลงทั้งหมาย อากาศก็ร้อนมาก แถมมีฝุ่นฟุ้งไปหมด

ขอบอกว่าสถานที่นี้ไม่เหมาะกับผู้สูงอายุ เพราะต้องเดินกันมาก และไม่เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้อากาศ เพราะมีฝุ่นมากเหลือเกิน สังเกตุดูสถานที่โดยรวม ทางราชการที่ดูแลสถานที่นี้คงไม่มีผู้มาดูแลให้ดีเท่าที่ควร เช่นทางเดินบางช่วงก็เป็นหลุมเป็นบ่อ ขรุขระเต็มไปด้วยก้อนหินน้อยใหญ่ระเกะระกะไปหมด หากเดินไม่ระวังอาจสะดุดก้อนหินเหล่านี้ล้มลงได้

คณะฯเราใช้เวลาเดินชมปราสาทหินศิลาแลง ถ่ายรูปตามมุมที่แต่ละคนสนใจ ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. ก็ออกมายังที่จอดรถ ขึ้นมานั่งพักบนรถซึ่งแอร์ก็ไม่เย็นเท่าที่ควร เมื่อพร้อมกันแล้วก็ย้อนกลับออกมาที่นครวัต เป็นเวลาประมาณ 16.30 น.

ไกด์บอกเหตุผลว่าที่ให้เข้าไปชมนครธมก่อนนั้น เพราะนครธมมีต้นไม้จำนวนมาก อาจจะไม่ร้อนมากนัก ที่นครวัตไม่มีค้นไม้เป็นร่มเงาเลย จากลานที่จอดรถคณะฯเราต้องเดินข้ามสะพานหิน (คูล้อมรอบ 4 ด้าน) และเป็นทางเดินกว้างประมาณ 50 เมตร ปูด้วยหิน ตรงไปยังปราสาทนครวัตที่เห็นเด่นตระหง่านอยู่ไกลๆ ระยะทางน่าจะมาณ 1200 เมตร

ไกด์แนะนำให้คณะฯเราถ่ายรูปหมู่ร่วมกันอีกครั้ง

หลังจากที่ถ่ายรูปหมู่ร่วมกันเสร็จแล้ว ต่างคนก็ต่างจับกลุ่มกันเดินไปชมนครวัต กว่าจะถึงตัวปราสาทก็เหนื่อยไปตามๆกัน บางคนก็เที่ยวแยกย้ายกันถ่ายรูปตามอัธยาศัย ผมก็ถ่ายทิวทัศน์มาบ้างพอสมควรตั้งใจว่าจะหารูปแกะสลักนางอัปสรสวยๆตามที่เคยเห็นรูปตามหนังสือต่างๆ แต่ที่หาเจอไม่สวยเลย

ทิวทัศน์คูล้อมรอบนครวัต 4 ด้าน

คณะฯเราใช้เวลาอยู่ที่นครวัตประมาณเกือบ 2 ชม.จึงกลับออกมาเกือบจะเป็นคณะสุดท้าย ที่นครวัตจะปิดเวลา 18.30 น. ต่างเหนื่อยล้าไปตามๆกัน เพราะใช้การเดินเป็นส่วนใหญ่ และไม่มีที่นั่งพักด้วย

รูปประกอบบางรูปจาก อินเตอร์เน็ต
โปรดติดตามอ่านตอนสุดท้าย เรื่องอาหารการกิน

ใส่ความเห็น

Filed under ท่องเที่ยว

เยือนขะแมร์ แลเขมร (3/1)

วันที่ 4 (เสาร์ที่ 10 มีนาคม 2555) สู่เมืองเสียมเรียบ(ราฐ) ล่องเรือชมทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของเมรและเอเซียอาคเนย์ (โตนเลสาบ)

“โตนเลสาบ” หรือทะเลสาบน้ำจืดของเขมร นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติผนวกเข้ากับเป็นชุมชนของคนสองสัญชาติคือ เขมร และเวียตนาม

ลักษณะโดยรวมของทะเลสาบแห่งนี้กว้างมาก ขนาดมองไม่เห็นฝั่งของทะเลสาบเมื่อออกไปกลางทะเล มีลำคลองจากท่าเรือเชื่อมต่อกับทะเลสาบ สองฝั่งคลองนี้แหละเป็นที่อยู่ของคนสองสัญชาติ โดยแบ่งกันอยู่คนละฝั่งโดยไม่ก้าวก่ายกัน การที่คนเวียตนามมีสิทธิ์เข้ามาอยู่ที่ทะเลสาบนี้ ไกด์บอกว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลนานมาแล้วที่อนุญาตให้คนเวียตนามเข้ามาอยู่

คนเขมรที่อาศัยอยู่ที่ทะเลสาบจะมีอาชีพด้านการประมงจับปลาขาย คนเวียตนามจะมีอาชีพค้าขายเป็นส่วนใหญ่ โดยการลอยเรือขนาดใหญ่ที่ดัดแปลงเป็นร้านค้า ร้านขายอาหาร และจับปลาขายบ้างเหมือนกัน

เรือนำเที่ยวขนาดใหญ่ที่นำนักท่องเที่ยวออกสู่ทะเลสาบ เรือที่นำนักท่องเที่ยวล่องทะเลสาบมีมากมายหลายขนาด ตามจำนวนกลุ่มนักท่องเที่ยว วิ่งสวนกันไปมาตลอดทั้งวัน คลื่นจากเรือก็ไปกระทบสองฝั่งคลองซึ่งเป็นดินเหนียว ละลายดินลงสู่น้ำ ทำให้น้ำในทะเลสาบไม่ใส แต่มีสีขุ่นเป็นสีโคลน แม้จะออกไปกลางทะเลสาบก็ตาม

เรือนำเที่ยวที่จอดอยู่ริมตลิ่งตรงท่าเรือ มีมากมายเกือบร้อยลำ การนำนักท่องเที่ยวล่องทะเลสาบ เจ้าหน้าที่ท่าเรือจะเป็นผู้จัดคิวให้ตามลำดับก่อนหลัง

จุดที่น่าสนใจของการล่องทะเลสาบนี้ก็คือ การชมชุมชนสองฝั่งคลองและกลางทะเลสาบ ซึ่งมีวิถีชีวิตที่เราอาจจะไม่เคยเห็นในบ้านเมืองเรา เช่น ชุมชนชาวเวียตนามที่ทำการค้าอยู่กลางทะเลสาบ มีโรงเรียนลอยน้ำที่สอนหนังสือสำหรับเด็กชาวเวียตนาม มีร้านค้า มีภัตตาคาร มีสมาคมสำหรับพบปะสังสรรค์กัน เป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่อยู่กลางทะเลสาบมานานเป็นสิบๆปีมาแล้ว นักท่องเที่ยวต่างชาติก็มาดูวิถีชีวิตของพวกเขาเหล่านี้แหละ

เรือขอทานชาวเวียตนามที่วิ่งเรือขอเงินนักท่องเที่ยวกลางทะเลสาบ

ร้านค้าของชาวเวียตนามที่ขายของจิปาถะกลางทะเลสาบ

สองฝั่งคลองที่เชื่อมออกทะเลสาบจะเห็นเสาป้ายจราจรทางน้ำแสดงอยู่เป็นระยะๆ

คณะฯเราใช้เวลาล่องทะเลสาบอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง ก็กลับท่าเรือขึ้นฝั่ง ประสบการณ์ที่ได้รับคือ ได้เห็นวิถีชีวิตของผู้คนอีกแบบหนึ่ง ที่ปักหลักทำมาหากินกันอยู่ริมทะเลและกลางทะเลสาบ ชั่วชีวิตของพวกเขาก็คงจะอยู่ในทะเลแห่งนี้แหละ

โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป ชมนครวัต นครธม สวัสดีครับ

 

ใส่ความเห็น

Filed under ท่องเที่ยว

เยือนขะแมร์ แลเขมร (3)

เยือนขะแมร์ แลเขมร ตอนนี้จะเขียนเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในเขมร ซึ่งมีอยู่หลายแห่ง แต่คนทั่วไปมักจะนึกถึง นครวัด นครธม หรือ สถานที่ที่เรียกกันว่า ทุ่งสังหาร (Killing field) ซึ่งเป็นสถานที่ฝั่งศพชาวเขมร ในสมัยพลพตมีอำนาจฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวเขมรด้วยกันเกือบ 2 ล้านคน

เราคงต้องเริ่มกันที่เมืองกำปงโสม (สีหนุวิลล์) ซึ่งเป็นเมืองท่าเรือของเขมรเพียงแห่งเดียว เพราะประเทศกัมพูชามีชายทะเลน้อยมาก เมืองสีหนุวิลล์มีชายหาดที่สวยงามจำนวน 5 แห่ง และมีนักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมมาพักตากอากาศที่นี่มาก ดังนั้นเมืองสีหนุวิลล์จึงนับได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ติดอันดับของเอเซียอาคเนย์

ไกด์เขมรพาคณะฯเราเดินทางไปยังจุดชมวิว ที่มีนักท่องเที่ยวมาชมกันมาก

คณะฯเราถือโอกาสถ่ายรูปหมู่ร่วมกัน

ใช้เวลาชื่นชมและเดินเล่นอยู่ตรงนี้ประมาณ 1 ชม. ไกด์ก็พาไปยังหาดสุขา (แปลว่าหาดแห่งความสุข ไม่ใช่หาดส้วม) ซึ่งอยู่บริเวณใกล้กัน หาดสุขาได้รับการยกย่องว่าเป็นชายหาดที่สวยที่สุดในจำนวน 5 แห่งของเขมร

แต่ดูสถานที่โดยรวมแล้วคล้ายหาดบางแสนของไทยสมัยเมื่อยี่สิบปีที่ยังไม่ได้พัฒนา มีแผงลอยตั้งระเกะระกะอยู่ทั่วไป ขายอาหารและเครื่องดื่มพื้นเมือง มีเก้าอี้ผ้าใบให้เช่านั่งหรือนอน เห็นชาวบ้าน(เขมร)ทุกเพศและวัย ต่างพากันนั่งเก้าอี้ผ้าใบเต็มไปหมด สั่งอาหารและเครื่องดื่มมาดื่มกินกันอย่างมีความสุข หาดสุขานี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหาดที่สวยที่สุดในจำนวน 5 แห่งของเขมร เมืองสีหนุวิลล์มีประชากรเพียง 200,000 คนเท่านั้น

ไกด์ให้คณะฯเราเดินเล่นอยู่บริเวณนี้ประมาณ 45 นาที แล้วพาไปทานอาหารเย็น เสร็จแล้วคืนนี้คณะฯเราจะเช็คอินเข้าพักที่โรงแรมโกลเดนแซนด์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆกับหาดสุขา เป็นอันว่าการท่องเที่ยววันที่ 2 ( 8 มีนาคม 2555) จบลงเพียงเท่านี้

วันที่ 3 ( 9 มีนาคม 2555) ชม พระราชวังเขมรินทร์ และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ที่กรุงพนมเปญ

กรุงพนมเปญอยู่ห่างจากเมืองสีหนุวิลล์ตามทางรถยนต์ หมายเลข 4 ระยะทางประมาณ 300 กม. ถนนเป็นถนนราดยาง 2 เลน แต่รถบัสพื้นเมืองใช้เวลาวิ่งประมาณ 4 ชม. (วิ่งแบบลมพัดชายเขา)

พนมเปญเป็นเมืองหลวงของกัมพูชา มีประชากรประมาณ 2 ล้านคน ครั้งหนึ่งพนมเปญเคยได้ชื่อว่า ไข่มุกแห่งเอเซีย เมื่อประมาณ ค.ศ. 1920 พร้อมกับเมืองเสียมเรียบที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวของคนในประเทศและต่างประเทศ กรุงพนมเปญยังมีชื่อเสียงในฐานะเมืองที่มีสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมของเขมร และแบบที่ได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศส ผู้คนมีอัธยาศัยดี วันนี้พนมเปญยังคงเป็นเมืองแห่งศูนย์กลางการค้า การเมือง และวัฒนธรรมของเขมร

พระราชวังหลวง เขมรินทร์

ดูรูปแบบสิ่งก่อสร้างโดยรวมแล้วคล้ายกับพระบรมมหาราชวังของไทย บริเวณพระราชวังหลวงเขมรินทร์ มีพื้นที่กว้างพอประมาณ กว่าจะเดินชมได้ทั่วเหนื่อยเหมือนกัน เพราะวันนี้อากาศร้อนอบอ้าวมาก

พิพธภัณฑ์สถานแห่งชาติ(กัมพูชา)

ภายในพิพิธภัณฑ์จะมีรูปแกะสลักด้วยหินทราย เป็นเศียรพระพุทธรูปและเทวรูปค่อนข้างมาก นอกจากนี้ยังมีสิ่งของศิลปะวัตถุอันล้ำค่า มีอายุประมาณ 1500 ปี ลงมาถึงอายุ 800 ปีเป็นศิลปสมัยบายน ในประวัติศาสตร์ของเขมรตั้งแสดงอยู่พอสมควร มีนักท่องเที่ยวเข้ามาชมค่อนข้างบางตา อากาศในพิพิธภัณฑ์ค่อนข้างร้อนอบอ้าว เพราะไม่มีเครื่องปรับอากาศ

หลังจากเที่ยวชมพระราชวังหลวงเขมรินทร์และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติกัมพูชาแล้ว ไกด์ยังนำชมบริเวณใกล้เคึยงอีกคือ วัดพนม อันเป็นที่มาของชื่อ พนมเปญ

คุกโตลสะแลง และทุ่งสังหาร (Killing Field) อันมีชื่อเสียงทั่วโลก

ใครมาเที่ยวเขมรต้องไม่พลาดชม คุกโตลสะแลง และทุ่งสังหาร ซึ่งเป็นสถานที่กักขังทรมานชาวเขมร และทุ่งที่ฝังศพชาวเขมรเกือบ 2 ล้านคน ในสมัยทรราชย์เขมรที่ชื่อ พลพต นับเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวดของชาวเขมร ยากที่จะลืมเลือนได้

เมื่อเดินผ่านประตูทางเข้าคุกโตลสะแลง (เดิมเป็นโรงเรียน) จะเห็นแผ่นป้าย 2 ชิ้น ตั้งตระหง่านอยู่ข้างหน้า อธิบายถึงความเป็นมาของคุกบันลือโลกแห่งนี้

ไกด์เขมรอธิบายให้ฟังว่าอาคารโรงเรียนแห่งนี้มีสามชั้น ถูกดัดแปลงโดยใช้ห้องเรียนเป็นสถานที่คุมขังและทรมานนักโทษ(ชาวบ้านธรรมดาที่ถูกทหารจับมา) แต่ละห้องจะมีอุปกรณ์ทรมานแตกต่างกันไป เช่นห้องนี้จะมีเตียงเหล็กทรมาน ฯลฯ

เมื่อนักโทษตายแล้วจะนำไปฝังที่ทุ่งนาห่างจากพนมเปญประมาณ 10 กว่า กม. มีจำนวนหลายสิบแห่งใกล้ๆกัน เรียกว่า ทุ่งสังหาร ชาวต่างชาติจะรู้จักในชื่อ Killing Field และเคยนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ฉายทั่วโลก

ด้านหน้าอาคาร(คุก)ยังมีอุปกรณ์ทรมานอีกแบบหนึ่งคือ มีตุ่มใส่น้ำสามใบ และมีคานไม้อยู่ข้างๆพร้อมรอก สำหรับชักนักโทษขึ้นไปแล้วเอาหัวจุ่มลงในตุ่มน้ำ จนกว่านักโทษจะสำลักน้ำตาย

แผ่นป้ายอธิบายถึงวิธีการทรมานนักโทษโดยละเอียดว่าทำอย่างไร

ในอาคารคุกนี้ยังมีภาพจัดแสดงเป็นนิทรรศการว่า บรรดาชาวบ้านที่ถูกจับมาเป็นนักโทษ จะมีขั้นตอนการทรมานอย่างไร ภาพนักโทษไม่ว่าชายหญิงจะถูกกวาดต้อนไปทำงานในไร่นาอย่างไร

นอกจากนี้ยังมีรูปนักโทษที่ถูกทรมานจนตาย ก่อนตายก็ถ่ายรูปไว้จำนวนหลายหมื่นรูป รูปเหล่านี้ยังมีประโยชน์หลังจากยุคทรราชย์ผ่านพ้นไป บรรดาญาติพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ก็พากันมาดูญาติพี่น้องที่หายสาบสูญไปว่ามีรูปอยู่หรือไม่ ถ้ามีก็แสดงว่าถูกทรมานตายแล้ว

ทุ่งสังหาร

ซุ้มประตูทางเข้าทุ่งสังหารแห่งหนึ่ง

ด้านหน้ามีแผ่นป้ายแสดงแผนผังทุ่งสังหาร

อาคารเก็บกระโหลกผู้ตายที่ถูกฝังที่นี่ เรียงซ้อนกันจำนวนมากมาย

บริเวณทุ่งสังหารที่ฝังศพนักโทษ จำนวนมากมายหลายร้อยหลุม ฝังหลุมละเป็นร้อยศพ

ต้นไม้ต้นนี้มีป้ายบอกว่าเป็นที่เด็กและทารกถูกจับขาฟาดกับต้นไม้ ตายแล้วโยนลงหลุมข้างๆหลุมนี้มีป้ายแจ้งว่ามีศพฝังอยู่จำนวน 575 ศพ

ข้อสังเกตุจากการมาชมทุ่งสังหารนี้ ทำให้คิดว่าคนเราไม่น่าจะตายเพราะถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมากมายเกือบ 2 ล้านคน สาเหตุเพราะแนวคิดทางการเมืองที่แตกต่างกันนั่นเอง ทำให้คนชาติพันธ์เดียวกันสามารถฆ่ากันได้อย่างเหี้ยมโหดเลือดเย็นทีเดียว

โปรดติดตามอ่านตอนต่อไปครับ สวัสดี

 

ใส่ความเห็น

Filed under ท่องเที่ยว