Tag Archives: สมาร์ตโฟน

ทำไมจึงไม่เชื่อ(อะไร)ง่ายๆ

ตั้งแต่เด็กๆมาแล้ว ผู้เขียนเป็นคนเชื่ออะไร(ค่อนข้าง)ยาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม เช่น เรื่องเขาเล่ามา ข่าวลือ ไสยศาสตร์ เรื่องทรงเจ้า ฯลฯ ไม่ใช่เป็นคนยึดถือหลักกาลามสูตร เพราะตอนเป็นเด็กยังไม่รู้จัก ด้วยนิสัยหรือจะเรียกว่าสันดานก็ตาม ทำให้ผู้เขียนรอดพ้นจากเรื่องงมงายในสังคมหรือในชีวิตมาหลายเรื่อง

มาจนถึงวันนี้อายุเข้าสู่วัยชรา(มาก)แล้ว นิสัยถาวรที่ไม่เชื่อเรื่องอะไรง่ายๆก็ยังคงอยู่ ยกตัวอย่างที่มีมวลมหาประชาชนมาชุมนุมกันเป็นเรือนแสนจนถึงเรือนล้าน(คน) ภายใต้การนำของ(กำนัน)สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.

วงการผู้สันทัดกรณีเกี่ยวกับการชุมนุมต่างฟันธงว่า เพราะกำนันสุเทพนำเรื่องที่โดนใจประชาชนมาโจมตี คือการต่อต้าน พรบ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย ผู้เขียนก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็ยังหาข้อเท็จจริงไม่เจอ ต่อมากระแต่อต้านก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา มาถึงวันนี้เรื่องหลักที่ต่อต้านคือ การกดดันให้ รบ.รก.ลาออก แต่ยังไม่บรรลุผล ยืดเยื้อกันมานานเป็นเดือน แต่มวลมหาประชาชนก็ยังหนาแน่นเหมือนเดิม

จุดนี้ทำให้ผู้เขียนฉุกใจคิดว่า มันต่องมีปัจจัยอะไรสักอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการชุมนุมของ กปปส.ครั้งนี่

ลองมาดูปัจจัยนั้นว่ามันคืออะไร

1.บริการรถไฟฟ้า บีทีเอส และเอ็มอาร์ที ที่ช่วยให่การเดินทางไปมาหากันง่ายขึ้น สะดวกขึ้น

2.มือถือสมาร์ตโฟน ช่วยในการติดต่อสื่อสาร ส่งข่าวสารแจ้งกันได้อย่างทันท่วงที

3.กล้องดิจิตีล และกล้องมือถือ ช่วยให้เห็นภาพเหตุการณ์สดๆ

4.ระบบอินเตอร์เน็ต 3G/WiFi ที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วไปทุกท้องที่ ช่วยให้การใช้อินเตอร์เน็ตสะดวกมาก

5.ADSL ระบบเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตตามบ้านที่พักอาศัย สื่อสารได้สะดวก

6.แอพพลิเคชั่นโซเชียลเน็ตเวิร์ค เช่น Facebook,Twitter,Line,Instagram ช่วยในการสื่อสารเรื่องราวต่างๆ

7.ระบบจานดาวเทียมทีวี ช่วยให้ดูทีวีทางเลือกเช่น Bluesky รับข่าวสารการถ่ายทอดสดเกตุการณ์ต่างๆได้ทันที

8.Skycam การถ่ายภาพผ่านดาวเทียม หรือ โดรน

9.ระบบจอทีวียักษ์ที่ติดตั้งในสถานที่ชุมนุม และระบบเสียงที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้ชุมนุมเห็นภาพและเสียงเท่าเทียมกันทุกจุด สุดท้าย

10.เต้นท์ขนาดใหญ่ที่รองรีบผู้ชุมนุมจำนวนหลายร้อยคน ทำให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น

ทั้งหมดตามที่เขียนมาข้างต้นนี้ ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเป็นตัวช่วยให้การชุมนุมของ กปปส.ประสบความสำเร็จ ตามที่เห็นกันอยู่วันนี้

เก็บใจความจากคอลัมน์ไอที นสพ.เดลินิวส์ออนไลน์ARENA

Advertisements

ใส่ความเห็น

Filed under คิดไปเขียนไป

ชีวิตกับการถ่ายภาพ

หลายคนคงสงสัยและใคร่จะถามผมว่า เพราเหตุใดจึงมาสนใจเรื่องการถ่ายภาพในตอนนี้ ขณะที่อายุเข้าสู่วัยนี้(วัยสูงอายุ) เพราะยังเป็นแนวคิดหรือความเชื่อของคนไทยทั่วๆไปว่า คนสูงอายุหมดสมัยที่จะทำอะไรต่อมิอะไรแล้ว เสมือนจะพูดว่าให้อยู่เฉยๆประมาณนั้นแหละ

แต่ผมกลับมีแนวคิดที่ไม่ค่อยเหมือนใครคือ มีอุดมการณ์ศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ยอมให้ชีวิตนิ่งอยู่กับที่ เพราะโลกวันนี้มีความเจริญก้าวหน้าไปเร็วมาก หากปล่อยชีวินนิ่งอยู่เฉยๆ ไม่ศึกษาเรียนรู้อะไรเพิ่มเติม นอกจากชีวิตจะตกยุคแล้วยังพูดจาเรื่องใหม่ๆกับใครไม่รู้เรื่องอีกด้วย อาทิ ความเจริญก้าวหน้าด้านไอที โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ เป็นต้น

ย้อนกลับมาพูดเรื่องการถ่ายภาพกับชีวิตของผม ความจริงผมสนใจเรื่องกล้องและการถ่ายภาพมานานแล้ว จำได้ว่าสมัยเป็นเด็กเรียนระดับชั้นมัธยมปีที่สาม (ประมาณ พ.ศ. 2495) ผมเคยอดออมค่าขนมกัดฟันซื้อกล้องเบสิคที่เรียกว่า “กล้องบ็อกซ์” มาตัวหนึ่ง ใช้ฟีล์มขาว-ดำถ่าย เพราะตอนนั้นยังไม่มีฟีล์มสี ฟีล์มม้วนหนึ่งถ่ายได้จำนวน 12 รูป ราคาก็นับว่าแพงสำหรับผมตอนนั้นมาก ถ่ายแล้วก็ต้องไปให้ร้านถ่ายรูปที่ตลาดสามพราน ถอดฟีล์มเอาออกมาล้างและอัดบนกระดาษ หากเราถอดฟีล์มออกเองฟีล์มถูกอากาศจะเสีย ร้านถ่ายรูปเขามีห้องมืดสำหรับล้างอัดรูป

เล่นกล้องตัวแรกนี้อยู่ไม่นานก็ต้องเลิก เพราะมันมีค่าใช้จ่ายตลอดเวลา เช่น ค่าฟีล์ม ค่าล้างอัดรูป เป็นต้น และเราเป็นเด็กนักเรียนไม่มีรายได้อื่นๆนอกจากค่าขนมที่ได้รับจากพ่อแม่ ด้วยปัจจัยเช่นนี้แหละจึงมีคนส่วนหนึ่งมักจะพูดว่า เล่นกล้องมีแต่ค่าใช้จ่าย

ต่อมาก็ห่างหายเลิกสนใจเรื่องกล้องและการถ่ายรูปไประยะหนึ่ง เวลาผ่านไปจนถึงวัยทำงาน แต่ก็ยังไม่ได้คิดที่จะซื้อกล้องเพื่อถ่ายรูป เพราะมีเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจมากกว่า จนมาทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ โรงแรมชวลิต (โรงแรมแอมบาสซาเดอร์) ถนนสุขุมวิท ประมาณ พ.ศ. 2515-2520 มีความจำเป็นต้องใช้กล้องถ่ายรูปงานกิจกรรมต่างๆของโรงแรม เพื่อส่งเป็นภาพข่าวลงหนังสือพิมพ์ แต่ก็เป็นระยะสั้นๆอีก เพราะเบิกค่าใช้จ่ายจากทางโรงแรมไม่ได้ เลยต้องมาใช้ช่างภาพอาชีพภายนอกแทน แต่เบิกค่าใช้จ่ายทางโรงแรมได้

นับจากนี้ผมก็ห่างเหิรไม่ได้สนใจเรื่องกล้องและการถ่ายรูปนานมากทีเดียว แต่ก็ยังต้องใช้ภาพถ่ายสำหรับการทำงานเป็นช่วงๆตามความจำเป็น เมื่อเกษียณงานแล้วและสนใจเล่นอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะเรื่องการเขียนบล็อก ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ภาพประกอบเรื่องที่เขียน แม้จะสามารถดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ต่างๆได้ แต่บางครั้งต้องใช้กล้องถ่าย เช่น การไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ เป็นต้น

นี่คือกล้องดิจิตัลตัวแรกที่ซื้อในช่วงหลังมานี้ ประมาณ พ.ศ. 2550 ยี่ห้อ Samsung เป็นกล้องประเภท Compact ซื้อมาโดยไม่มีความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับตัวกล้องเลย เรียกว่าซื้อเพราะอยากซื้อเท่านั้น ราคาประมาณ 7000 กว่าบาท

ใช้ดีพอสมควร เมื่อมีกล้องแบบนี้มา ก็ต้องศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการโหลดภาพลงคอมฯ และการใช้โปรแกรมการย่อภาพ เพราะภาพที่จะลงประกอบบล็อกต้องมีขนาดของภาพไม่เกินขนาดที่ระบบกำหนดไว้

นี่คือการที่ชีวิตเข้ามาพัวพันกับกล้องอีกครั้งโดยความจำเป็น ในขณะที่ผมมีอายุเข้าวัยสูงอายุแล้ว ประมาณเลข 6 ปลายๆใช้กล้องตัวนี้ต่อมาอีกประมาณ 6-7 ปี โดยยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพเลย เรียกว่าถ่ายไปโดยมั่วๆนั่นแหละ พออาศัยว่าพอดูได้และเอาลงประกอบบล็อกได้

มาเมื่อประมาณเกือบปีมานี้ ประมาณเดือนสิงหาคม 2554 นึกอยากได้กล้องตัวใหม่ขึ้นมาอีก จึงตัดสินใจซื้อกล้องมาอีกหนึ่งตัว คราวนี้ซื้อยี่ห้อ Canon G12 เรียกว่าทันสมัยขึ้นมามาก เพราะกล้องรุ่นนี้ของ Canon เพิ่งออกมาไม่นาน และเป็นกล้องตระกูล G ของ Canon ที่มีชื่อเสียง แสดงว่าเริ่มมีความรู้ขึ้นมาบ้างแล้วนะ

ทีนี้ปัญหาก็เกิดขึ้นคือ กล้องตัวนี้แม้มันจะเป็นแบบ Compact แต่ใกล้เคียงกล้อง DSLR เข้าไป มีปุ่มให้ตั้งค่าอะไรต่อมิอะไรมากมาย เลยเป็นแรงกระตุ้นให้ต้องศึกษาเรียนรู้มากขึ้น มิเช่นนั้นก็จะใช้กล้องไม่คุ้มราคา นี่คือที่มาของการต้องเข้าอบรมการถ่ายภาพอีกหลายหลักสูตร

หลังจากที่ซื้อกล้องตัวนี้มาใช้ ผมสมัครเข้ารับการอบรมหลักสูตรการถ่ายภาพมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3-4 หลักสูตร รู้จักศัพท์เทคนิคการถ่ายภาพ เช่น รูรับแสง ความเร็วชัตเตอร์ ISO การถ่ายภาพแบบชัดลึกชัดตื้น ฯลฯ เป็นต้น

ซึ่งเมื่อก่อนนี้ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย ก่อนที่ผมจะมาเล่นกล้องอย่างจริงๆจังวันนี้ ผมชอบถ่ายรูปจากมือถือ ซึ่งง่ายและสะดวกมาก เพราะเทคโนโลยีของมือถือสามารถจะมีฟังค์ชั่นการถ่ายรูปได้ดีและสวยไม่แพ้กล้องคอมแพ็คท์ทีเดียว ยิ่งตอนนี้มือถือประเภทสมาร์ตโฟนและแทบเล็ตกำลังเป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลาย คนส่วนหนึ่งก็ยังใช้ถ่ายรูปด้วยมือถือ เพราะง่ายสะดวกและได้ภาพที่สวยงามไม่แพ้กล้องทั่วไป ที่สำคัญสามารถจะดาวน์โหลดภาพที่ถ่ายขึ้นเว็บฯประเภทโซเชียลเน็ตเวิร์ค เช่น Facebook,Twitter,Google+,Foursquare ได้ทันที ทุกที่ทุกเวลาอีกด้วย

ทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้คือ คำตอบโจทย์ที่ว่า ทำไมผมจึงสนใจมาเล่นกล้องและการถ่ายภาพในวันสูงอายุ ด้วยประการฉะนี้แหละโยม

2 ความเห็น

Filed under ครอบจักรวาล

คนไม่ดีมีอยู่ทั่วไปแม้ในโลกออนไลน์

เมื่อสองวันมานี้ได้อ่านข่าวหน้าหนึ่งบนหนังสือพิมพ์รายวันเกือบทุกฉบับ แม้กระทั่วข่าวทีวีช่องหลักๆ กรณีมีผู้ชายวัยประมาณสามสิบกว่าๆ เข้าไปเล่นในเฟซบุ๊ค ซึ่งเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์คที่กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางทั่วโลก มีผู้เล่นทั่วโลกทุกเพศทุกวัยทุกสาขาอาชีพไม่น้อยกว่า 700 ล้านคน แล้วตีสนิทกับผู้เล่นซึ่งเป็นนักเรียนหญิงวัย 13-15 ปี ที่จังหวัดนครราชสีมา จนกระทั่งเด็กนักเรียนหญิงตายใจยอมนัดพบกับชายคนนี้ แล้วถูกหลอกไปละเมิดทางเพศ ข่าวนี้เปิดเผยขึ้นเมื่อตำรวจนำชายคนนี้มาแถลงข่าว

ผมจะไม่วิพากษ์วิจารณ์อะไรเกี่ยวกับคดีนี้ แต่ขอตั้งเป็นข้อสังเกตุ(ส่วนตัว)สัก 4-5 ประการคือ ข้อสังเกตุนี้ขอย้ำว่าเป็นส่วนตัวนะครับ

1.ประเทศไทยกำลังเจริญด้วยเทคโนโลยี โดยเฉพาะทางด้าน ไอที. ความเจริญนี้เป็นที่นิยมของผู้คนทั่วไป ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็กนักเรียนระดับชั้นประถม ถึงระดับอุดมศึกษา ถามว่าดีใหม? ตอบว่าดีแน่ แต่อย่าลืมว่า ในดีมีเสีย ในเสีย ก็มีดีเช่นกัน เว้นแต่เราจะมีวิธีป้องกันที่แยบยลเท่านั้น โดยเฉพาะเด็กนักเรียนนั้น ซึ่งยังอยู่ในวัยที่ต้องการเรียนรู้สิ่งแปลกๆใหม่ๆ ต้องได้รับการแนะนำจากผู้ปกครองและครูอาจารย์ เพื่อมิให้เด็กหลงผิดไปกระทำในสิ่งที่ไม่ดี

2.หน่วยงานราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเทคโนโลยีเหล่านี้ ควรจะมีการเผยแพร่ให้ความรู้กับประชาชน เด็กนักเรียน ให้รู้ว่าจะใช้เทคโนโลยีเหล่านี้อย่างไรจึงจะได้ประโยชน์และใช้อย่างปลอดภัย

3.ที่เคยชอบพูดกันเสมอๆว่าที่เด็กหลงผิดและถูกชักนำไปในทางที่ไม่ดีนั้น เพราะผู้ปกครองไว้ใจให้เด็กเล่นคอมพิวเตอร์ในที่ลับตา เช่นห้องนอน เป็นต้น ความคิดนี้เก่าล้าสมัยไปแล้ว เพราะวันนี้เด็กไม่จำเป็นจะต้องใช้คอมพิวเตอร์แล้ว สามารถเล่นได้บนมือถือประเภทสมาร์ตโฟน เช่นเล่นเกม แชทกับเพื่อนๆ และมือถือเด็กสามารถนำติดตัวไปได้ทุกแห่งหน ทางที่ดีคือไม่ควรจะสนับสนุนให้เด็กใช้มือถือประเภทสมาร์ตโฟนที่มีประสิทธิภาพเกินความจำเป็นของเด็กที่จะใช้ในการติดต่อสื่อสารที่จำเป็น โปรดอย่าใจอ่อนเมื่อเด็กๆมาบอกว่าเพื่อนๆเขาใช้มือถือระดับนี้กันทั้งนั้น นอกจากจะเปลืองเงินโดยไม่จำเป็นแล้วยังมีอันตรายรออยู่กับลูกหลานของท่านด้วย ประการสำคัญคือพ่อแม่ก็ไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้

4. ขอแนะนำด้วยความหวังดีต่อพ่อแม่ผู้ปกครองเด็กนักเรียนทั้งหลายว่า ท่านควรจะเอาใจใส่เรียนรู้เกี่ยวกับความทันสมัยของมือถือสมัยนี้บ้างว่า มันมีคุณอนันต์ แต่มันก็มีโทษมหันต์ ถ่าคิดว่าตนเองแก่เกินไปที่จะเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ อย่างน้อยก็ต้องมีภูมิคุ้มกันรู้เรื่องเหล่านี้ในระดับพื้นฐานบ้าง เพื่อป้องกันบุตรหลานของท่าน เป็นการกันดีกว่าแก้นะ

5.ประการสุดท้ายขอให้การบ้านสำหรับสถานศึกษาทุกระดับ ว่าครูอาจารย์ควรจะมีการแนะนำเด็กนักเรียนให้มีความรู้ความเข้าใจในการป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพที่แอบแฝงเข้ามาในโลกออนไลน์บ้าง เพราะวันนี้โลกออนไลน์เกือบจะเหมือนโลกจริงเข้าไปทุกทีแล้ว มีคนดีคนไม่ดีปะปนกันมั่วไปหมด

ใส่ความเห็น

Filed under โซเชียล มีเดีย