Tag Archives: โรงแรมชวลิต

ไพบูลย์ สำราญภูติ ที่ผมรู้จัก

ผมใคร่จะเริ่มต้นเขียนถึงชายคนนี้ว่า ผมรู้จักเขาตั้งแต่เรายังเรียนอยู่ชั้นมัธยม(ปีที่ 6) โรงเรียนมัธยมวัดหนองแขม อ.หนองแขม(เขตหนองแนม) กทม. ผมมีเพื่อนร่วมชั้นชื่อ ไพโรจน์ สำราญภูติ เป็นคนกระทุ่มแบน สมุทรสาคร เขามีน้องชายชื่อ มณเฑียร สำราญภูติ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น ไพบูลย์) เรียนอยู่ ชั้นมัธยม ปีที่ 4 เมื่อประมาณ พ.ศ. 2497

หลังจากจบชั้นมัธยมที่โรงเรียนมัธยมวัดหนองแขมแล้ว เราก็แยกย้ายกันไปเรียนต่อตามที่ใจปรารถนา ทราบว่าเขา (ไพบูลย์) เรียนต่อชั้น ม.7 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แล้วเราก็ไม่ได้พบกันอีกเลยเป็นเวลาหลายปี

จนกระทั่งผมทำงานมาหลายแห่ง และขณะที่ทำงานเป็น ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ โรงแรมชวลิต สุขุมวิท ซอย 13 เจ้าของเดียวกับโรงแรมแอมบาศซาเดอร์ (ปัจจุบันนี้) ประมาณ พ.ศ. 2516 วันหนึ่งผมก็ได้รับโทรศัพท์จากชายคนหนึ่งชื่อ ไพยูลย์ สำราญภูติ แนะนำตนเองว่าทำงานในตำแหน่ง ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท เสนาฯนิเวศน์ จก. ถนนพระราม 1 เชิงสะพานกษัตริย์ศึก ชายคนนี้คือน้องชายเพื่อนผมที่ชื่อ ไพโรจน์ สำราญภูติ นั่นเอง

เรานัดพบกันและแลกเปลี่ยนความเป็นมาในระหว่างที่ไม่ได้พบกันนานหลายปี เขาเล่าว่าหลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาตรีที่ มศว.ประสานมิตร แล้ว ก็มีเหตุต้องไปทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จก. ที่อิสานอยู่หลายปี หลังจากนี้ก็ทำงานอีกสองสามแห่ง จนมาอยู่ที่บริษัท เสนาฯนิเวศน์

ไพยูลย์ ปรารภว่าอยากจะประชาสัมพันธ์ตนเองให้เป็นที่รู้จักกันในวงการธุรกิจ เพราะหน้าที่การงานของเขาต้องเป็นที่รู้จักของลูกค้า มิเช่นนั้นจะทำงานลำบากไม่ราบรื่น นี่คือความสนใจเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของเขาในเบื้องต้น เราปรึกษาหาแนวคิดกันว่าจะประชาสัมพันธ์อย่างไรให้เนียน ให้ผู้คนเชื่อถือและไว้วางใจ นั่นคือต้องมีกิจกรรมมาเป็นเรื่องหลัก

นี่คือที่มาของการจัดตั้ง “ชมรมนักธุรกิจหนุ่ม” เมื่อประมาณ พ.ศ. 2518-19 โดยอุปโหลกให้ไพบูลย์ เป็นประธานชรม ผมเริ่มตีเกราะเคาะปีบทำข่าวลง นสพ.รายวัน สมัยนั้น ซึ่งมีอยู่ไม่เกิน 10 ฉบับ ด้วยความเป็นประชาสัมพันธ์ของโรงแรม ข่าวการจัดตั้งชมรมนักธุรกิจหนุ่ม ได้รับการตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับในสมัยนั้น ชื่อไพบูลย์เริ่มดังขึ้นมาชั่วข้ามคืน มีนักธุรกิจจากทุกสาขาอาชีพสมัครเป็นสมาชิกเกือบร้อยคน ในเวลาไม่ถึงสามเดือน

เมื่อเป็นชมรมแล้วก็ต้องมีกิจกรรม เพื่อที่จะมีข่าวสารประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง กิจกรรมชิ้นแรกคือการจัดเสวนาระหว่างสมาชิก เรียกชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “Dinner Talk” จัดที่ห้อง รอยัลกริลล์ โรงแรมชวลิต และเชิญนักพูดที่ดังสมัยนั้นมาเป็นวิทยากรชื่อ สมิต สัชฌุกร มาพูดเรื่อง “การสื่อสารสี่ทิศทาง” เป็นที่ฮือฮากันพอสมควรในยุคนั้น

รูปภาพ

ภาพหน้าปกหนังสืออัตตชีวประวัติ

โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป

Advertisements

ใส่ความเห็น

Filed under คิดไปเขียนไป

ชีวิตสองมิติ(ภาคกลางคืน) ตอนที่ 1

ผมมีความเชื่อว่าคนเรานั้น เมื่อดำเนินชีวิตมาได้ระยะหนึ่ง โดยไม่ด่วนตายเสียตั้งแต่อายุน้อยๆ เมื่อมีอายุมาได้ประมาณ 50-60 ปี ก็คงมีสักวันที่อดจะหวนคิดย้อนเวลาไปหาอดีตไม่ได้ และอยากที่จะบอกเล่าเรื่องราวในอดีตให้ใคร(สักคน) ฟัง จึงเป็นที่มาของวลีที่ชอบแซวคนสูงอายุว่า “ชอบเล่าความหลัง” มันเป็นเรื่องจริงนะท่าน

วันนี้ผมจะมาเล่าความหลังของผมให้ฟังว่า อดีตในชีวิตของผมนั้นมันมีสองมิติ เป็นอย่างไรหรือ ขออธิบายว่าปกติคนเราในวัยทำงานนั้น คนส่วนใหญ่มักจะทำงานเพียงมิติเดียว เช่นทำงานตอนกลางวัน ไปทำงานตอนเช้าเย็นกลับบ้าน เป็นเรื่องปกติธรรมดาๆทั่วไป

มีคนจำนวนหนึ่งรวมถึงผมด้วย จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายก็ตาม สมัยที่ผมทำงานในวัยเกือบจะกลางคน (ประมาณอายุ 35-50 ปี) ผมกลับมีงานทำอีกด้านหนึ่งคือทำงานกลางคืนด้วย เรียกว่าใช้เวลาวันหนึ่งไม่น้อยกว่า 15 ชั่วโมงในการทำงาน

มันเริ่มต้นขึ้นที่สมัยผมทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ โรงแรมชวลิต (วันนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรมแอมบาสซาเดอร์ สุขุมวิท) เมื่อ พ.ศ. 2516 วันหนึ่งเจ้านายของผมคือ คุณชวลิต ทั่งสัมพันธ์ เจ้าของโรงแรมฯ (ท่านถึงแก่กรรมไปหลายปีแล้ว) ให้เลขาส่วนตัวเรียกผมไปพบ แล้วแจ้งว่า “ออสการ์คลับ” ที่ตั้งอยู่บนอาคารโรงแรมชั้น 7 ผู้จัดการซึ่งเป็นชาวสิงค์โปร์ ลาออกเดินทางกลับสิงค์โปร์ ท่านจึงต้องการให้ผมรับหน้าที่เป็นผู้จัดการ “ออสการ์คลับ” อีกตำแหน่งหนึ่ง

ผมแย้งท่านไปว่า ท่านอาจจะเลือกคนผิดนะ เพราะผมเกรงว่าจะทำงานในหน้าที่นี้ไม่ได้ ท่านถามว่า “เพราะอะไร?”

ผมตอบท่านไปอย่างภาคภูมิใจว่า ผมไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับวงดนตรี (สมัยนั้นใช้วงสตริง) ผมเต้นรำไม่เป็น ผมไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา แต่ท่านกลับบอกว่า “นี่แหละคือคนที่มีคุณสมบัติที่ท่านต้องการ” อีกหลายปีต่อมาผมจึงเข้าใจว่าท่านหมายถึงอะไร และท่านยังทิ้งท้ายบอกอีกว่า “จำไว้ คนบริหารไนท์คลับ ไม่ใช่คนชอบเที่ยวไนท์คลับ”

ผมจึงจำใจรับหน้าที่ผู้จัดการ “ออสการ์คลับ” ซึ่งต้องทำงานในเวลากลางคืน เริ่มงาน 19.30-24.00 น. คลับเปิดเวลา 20.30 น. วันธรรมดาปิดเวลา 24.00 น. วันศุกร์-เสาร์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ ปิดเวลา 01.30 น. ถ้าเป็นคืนวันเทศกาลลอยกระทงหรือคืนวันส่งท้ายปีเก่า บางปีปิดเวลา 03.00 น. กลับบ้านตอนเช้าเวลาเดียวกับพระออกบิณฑบาตร

นี่คือชีวิตการทำงานอีกมิติหนึ่งของผม

 

โลโก้ออสการ์คลับ

“ออสการ์คลับ” สมัยนั้น เป็นไนท์คลับชั้นหนึ่ง บรรยากาศโรแมนติค ที่นั่งสบายเป็นส่วนตัว ใช้วงดนตรีประเภทสตริงทีมีชื่อเสียงยุคนั้น เช่น วงกรีนแอปเปิ้ล วงดิเอราวัณ  M7 ฯลฯ นักร้องพิเศษที่ทางโรงแรมจ้างมาร้องกับวงฯด้วยคือ ศกรินทร์ บุญยฤทธิ์ มีศักดิ์ นาครัตน์ (ถึงแก่กรรมแล้ว) สุดา ชื่นบาน ฉันทนา กิตติยพันธ์ และนักร้องสาวชาวฟิลิปปินส์ชื่อ อีเมลด้า

ผู้เขียน ถ่ายหน้าโรงแรมชวลิต พ.ศ. 2517

เมื่อมารับหน้าที่ตำแหน่งผู้จัดการไนท์คลับ ผมต้องเริ่มศึกษาเรียนรู้เรื่องต่างๆเกี่ยวกับไนท์คลับทั้งหมด เช่น ความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มต่างๆ เรื่องวงดนตรีที่จะจ้างมาเล่น เพราะเวลาจะจ้างวงดนตรีใหม่ จะต้องให้มาเล่นให้ฟังก่อน เรียกว่า “ออดิชั่น” ตอนแรกๆมีผู้บริหารฝ่ายอื่นๆมานั่งฟังด้วย 2-3 คน ต่อมาไม่มีใครมาช่วยฟังเลย ต้องตัดสินใจว่าจ้างเอง ถ้าตัดสินใจว่าจ้างถูกวง เล่นดีมีคนนิยม มีรายได้ดีก็รอดตัวไป ส่วนใหญ่มักจะว่าจ้างไม่ผิด เพราะวงดนตรีดังๆสมัยนั้นก็ชอบที่จะมาเล่นที่ “ออสการ์คลับ”

ผมทำงานเป็นผู้จัดการ “ออสการ์คลับ” อยู่ 3-4 ปี ก่อนจะย้ายงานไปทำที่โรงแรมอื่น ชื่อเสียงในการบริหารไนท์คลับของผมเริ่มเป็นที่ยอมรับกันในวงการเป็นอย่างดี เพราะสมัยนั้นไนท์คลับที่ดังๆก็มีไม่กี่แห่ง เช่น “เดอะเดน” โรงแรมอินทรา ประตูน้ำ “คาซาบลังก้า” ชั้นใต้ดิน โรงแรมมณเฑียร สุริวงศ์ “เดอะไนท์” โรงแรมแมนดาริน สามย่าน เป็นต้น

และบรรดาหัวหน้าวงดนตรีสตริงดังๆในสมัยนั้นก็อยากรู้จักผม เพราะอาจจะได้รับการว่าจ้างให้ไปเล่นที่ “ออสการ์คลับ”

เรียกว่าชื่อเสียงโด่งดังทีเดียวนะ ชีวิตตอนภาคกลางคืนของผมยังโลดแล่นอยู่ในวงการอีกหลายปี

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ สวัสดี

5 ความเห็น

Filed under คิดไปเขียนไป

ชีวิตกับการถ่ายภาพ

หลายคนคงสงสัยและใคร่จะถามผมว่า เพราเหตุใดจึงมาสนใจเรื่องการถ่ายภาพในตอนนี้ ขณะที่อายุเข้าสู่วัยนี้(วัยสูงอายุ) เพราะยังเป็นแนวคิดหรือความเชื่อของคนไทยทั่วๆไปว่า คนสูงอายุหมดสมัยที่จะทำอะไรต่อมิอะไรแล้ว เสมือนจะพูดว่าให้อยู่เฉยๆประมาณนั้นแหละ

แต่ผมกลับมีแนวคิดที่ไม่ค่อยเหมือนใครคือ มีอุดมการณ์ศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ยอมให้ชีวิตนิ่งอยู่กับที่ เพราะโลกวันนี้มีความเจริญก้าวหน้าไปเร็วมาก หากปล่อยชีวินนิ่งอยู่เฉยๆ ไม่ศึกษาเรียนรู้อะไรเพิ่มเติม นอกจากชีวิตจะตกยุคแล้วยังพูดจาเรื่องใหม่ๆกับใครไม่รู้เรื่องอีกด้วย อาทิ ความเจริญก้าวหน้าด้านไอที โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ เป็นต้น

ย้อนกลับมาพูดเรื่องการถ่ายภาพกับชีวิตของผม ความจริงผมสนใจเรื่องกล้องและการถ่ายภาพมานานแล้ว จำได้ว่าสมัยเป็นเด็กเรียนระดับชั้นมัธยมปีที่สาม (ประมาณ พ.ศ. 2495) ผมเคยอดออมค่าขนมกัดฟันซื้อกล้องเบสิคที่เรียกว่า “กล้องบ็อกซ์” มาตัวหนึ่ง ใช้ฟีล์มขาว-ดำถ่าย เพราะตอนนั้นยังไม่มีฟีล์มสี ฟีล์มม้วนหนึ่งถ่ายได้จำนวน 12 รูป ราคาก็นับว่าแพงสำหรับผมตอนนั้นมาก ถ่ายแล้วก็ต้องไปให้ร้านถ่ายรูปที่ตลาดสามพราน ถอดฟีล์มเอาออกมาล้างและอัดบนกระดาษ หากเราถอดฟีล์มออกเองฟีล์มถูกอากาศจะเสีย ร้านถ่ายรูปเขามีห้องมืดสำหรับล้างอัดรูป

เล่นกล้องตัวแรกนี้อยู่ไม่นานก็ต้องเลิก เพราะมันมีค่าใช้จ่ายตลอดเวลา เช่น ค่าฟีล์ม ค่าล้างอัดรูป เป็นต้น และเราเป็นเด็กนักเรียนไม่มีรายได้อื่นๆนอกจากค่าขนมที่ได้รับจากพ่อแม่ ด้วยปัจจัยเช่นนี้แหละจึงมีคนส่วนหนึ่งมักจะพูดว่า เล่นกล้องมีแต่ค่าใช้จ่าย

ต่อมาก็ห่างหายเลิกสนใจเรื่องกล้องและการถ่ายรูปไประยะหนึ่ง เวลาผ่านไปจนถึงวัยทำงาน แต่ก็ยังไม่ได้คิดที่จะซื้อกล้องเพื่อถ่ายรูป เพราะมีเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจมากกว่า จนมาทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ โรงแรมชวลิต (โรงแรมแอมบาสซาเดอร์) ถนนสุขุมวิท ประมาณ พ.ศ. 2515-2520 มีความจำเป็นต้องใช้กล้องถ่ายรูปงานกิจกรรมต่างๆของโรงแรม เพื่อส่งเป็นภาพข่าวลงหนังสือพิมพ์ แต่ก็เป็นระยะสั้นๆอีก เพราะเบิกค่าใช้จ่ายจากทางโรงแรมไม่ได้ เลยต้องมาใช้ช่างภาพอาชีพภายนอกแทน แต่เบิกค่าใช้จ่ายทางโรงแรมได้

นับจากนี้ผมก็ห่างเหิรไม่ได้สนใจเรื่องกล้องและการถ่ายรูปนานมากทีเดียว แต่ก็ยังต้องใช้ภาพถ่ายสำหรับการทำงานเป็นช่วงๆตามความจำเป็น เมื่อเกษียณงานแล้วและสนใจเล่นอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะเรื่องการเขียนบล็อก ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ภาพประกอบเรื่องที่เขียน แม้จะสามารถดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ต่างๆได้ แต่บางครั้งต้องใช้กล้องถ่าย เช่น การไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ เป็นต้น

นี่คือกล้องดิจิตัลตัวแรกที่ซื้อในช่วงหลังมานี้ ประมาณ พ.ศ. 2550 ยี่ห้อ Samsung เป็นกล้องประเภท Compact ซื้อมาโดยไม่มีความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับตัวกล้องเลย เรียกว่าซื้อเพราะอยากซื้อเท่านั้น ราคาประมาณ 7000 กว่าบาท

ใช้ดีพอสมควร เมื่อมีกล้องแบบนี้มา ก็ต้องศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการโหลดภาพลงคอมฯ และการใช้โปรแกรมการย่อภาพ เพราะภาพที่จะลงประกอบบล็อกต้องมีขนาดของภาพไม่เกินขนาดที่ระบบกำหนดไว้

นี่คือการที่ชีวิตเข้ามาพัวพันกับกล้องอีกครั้งโดยความจำเป็น ในขณะที่ผมมีอายุเข้าวัยสูงอายุแล้ว ประมาณเลข 6 ปลายๆใช้กล้องตัวนี้ต่อมาอีกประมาณ 6-7 ปี โดยยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพเลย เรียกว่าถ่ายไปโดยมั่วๆนั่นแหละ พออาศัยว่าพอดูได้และเอาลงประกอบบล็อกได้

มาเมื่อประมาณเกือบปีมานี้ ประมาณเดือนสิงหาคม 2554 นึกอยากได้กล้องตัวใหม่ขึ้นมาอีก จึงตัดสินใจซื้อกล้องมาอีกหนึ่งตัว คราวนี้ซื้อยี่ห้อ Canon G12 เรียกว่าทันสมัยขึ้นมามาก เพราะกล้องรุ่นนี้ของ Canon เพิ่งออกมาไม่นาน และเป็นกล้องตระกูล G ของ Canon ที่มีชื่อเสียง แสดงว่าเริ่มมีความรู้ขึ้นมาบ้างแล้วนะ

ทีนี้ปัญหาก็เกิดขึ้นคือ กล้องตัวนี้แม้มันจะเป็นแบบ Compact แต่ใกล้เคียงกล้อง DSLR เข้าไป มีปุ่มให้ตั้งค่าอะไรต่อมิอะไรมากมาย เลยเป็นแรงกระตุ้นให้ต้องศึกษาเรียนรู้มากขึ้น มิเช่นนั้นก็จะใช้กล้องไม่คุ้มราคา นี่คือที่มาของการต้องเข้าอบรมการถ่ายภาพอีกหลายหลักสูตร

หลังจากที่ซื้อกล้องตัวนี้มาใช้ ผมสมัครเข้ารับการอบรมหลักสูตรการถ่ายภาพมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3-4 หลักสูตร รู้จักศัพท์เทคนิคการถ่ายภาพ เช่น รูรับแสง ความเร็วชัตเตอร์ ISO การถ่ายภาพแบบชัดลึกชัดตื้น ฯลฯ เป็นต้น

ซึ่งเมื่อก่อนนี้ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย ก่อนที่ผมจะมาเล่นกล้องอย่างจริงๆจังวันนี้ ผมชอบถ่ายรูปจากมือถือ ซึ่งง่ายและสะดวกมาก เพราะเทคโนโลยีของมือถือสามารถจะมีฟังค์ชั่นการถ่ายรูปได้ดีและสวยไม่แพ้กล้องคอมแพ็คท์ทีเดียว ยิ่งตอนนี้มือถือประเภทสมาร์ตโฟนและแทบเล็ตกำลังเป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลาย คนส่วนหนึ่งก็ยังใช้ถ่ายรูปด้วยมือถือ เพราะง่ายสะดวกและได้ภาพที่สวยงามไม่แพ้กล้องทั่วไป ที่สำคัญสามารถจะดาวน์โหลดภาพที่ถ่ายขึ้นเว็บฯประเภทโซเชียลเน็ตเวิร์ค เช่น Facebook,Twitter,Google+,Foursquare ได้ทันที ทุกที่ทุกเวลาอีกด้วย

ทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้คือ คำตอบโจทย์ที่ว่า ทำไมผมจึงสนใจมาเล่นกล้องและการถ่ายภาพในวันสูงอายุ ด้วยประการฉะนี้แหละโยม

2 ความเห็น

Filed under ครอบจักรวาล